หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันศุกร์ที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๐๐ น.

ณ ปั๊มแก๊สเอ็นจีวี

อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี

คุยกันฆ่าเวลาซะก่อน ไอ้คนตอแหล หลอกลวงกันเล่น ของจริงเราสมาทานศีลนี่ เราจะปฏิบัติของจริงให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา ไม่ได้มาหลอกลวงกันแล้วก็ไม่สังวรระวังไม่รักษาไม่ขาดเอาง่ายๆ ปาณาติปาตา เวระมะณี อย่างนี้เราจะเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ในน้ำในบนบกก็ดี มันจะมีสัตว์ผ่านมา เอาซะแล้ว แปะซะแล้ว ตบไปซะแล้ว ตีไปซะแล้ว แน่ะว่าไปทำไม ว่าจะเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด เราว่าแล้ว เราจะเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิดในน้ำและในบก สมัยนี้ไม่ต้องห่วง ว่าจะไม่ได้กินอะไร เดี๋ยวนี้ เขานำส่งทุกอำเภอทุกจังหวัด ตู้คอนเทนเนอร์หรือว่าตู้อะไร เขาบรรทุกแล้วเขาก็นำส่งทุกตลาดทุกแห่ง ผู้มีเจตนางดเว้นจากศีลแล้วเป็นการสบายเพราะเราไม่ได้สั่ง เขาจัดหามาเองไม่ได้สั่งใครให้ฆ่ามาให้ ที่เขาแช่เย็นมาแล้วเรียบร้อยไม่ได้สั่งเขาหรอก แต่ว่ามันตายมาแล้วเรียบร้อยจะกล่าวว่า

 

ทานัง เม ปะริสุทธัง

 

ก็ถูกต้อง การทำบุญด้วยทานของข้าพเจ้าบริสุทธิ์ดีแล้วขอพระสงฆ์จงรับ แน่ะมันบริสุทธิ์มาแล้ว ไม่ได้ฆ่ามัน ไม่ได้ทุบหัวมัน ตามเจตนาที่จะฆ่าสัตว์นั้น เราก็ชื่อว่ามีศีล มีธรรมขึ้นมาแล้วถ้าเรางดเว้นได้จริงๆ เป็นศีลเป็นธรรม เทวดานิยมชมชอบ โมทนาสาธุการกับเรา ก็ได้บุญไปอีกเหมือนกัน พวกเทวดาอารักษ์ทั้งหลาย เขาก็โมทนาสาธุการด้วย แล้วก็รักษาความปลอดภัยให้แก่เราทุกอย่าง ถ้าเราเป็นผู้มีศีลมีธรรมแล้ว ไม่มีอะไรจะมาเบียดเบียนเราได้เลย เออ เพราะว่าเราจะสมาทานตั้งมั่นอยู่ในศีลอยู่ในธรรมแล้ว

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย

 

พ๎รัห๎มา ฯ แล้วบ่ ตั้งใจฟังแล้วต่อไปเป็น ตั้งใจฟังเทศน์กัน เทศนาแปลว่าบอกให้ ประกาศให้รู้ บอกให้รู้ เมื่อรู้แล้วก็มีเจตนาสมาทานตั้งมั่นในสิ่งที่เราสมาทานไปแล้ว ไม่ได้ว่าแต่ปาก มือยังตบอันนั้นตบอันนี่เรื่อยไปอยู่ แม้แต่ฟังเทศน์อยู่ก็ตายไปหลายตัวอยู่ ยุงทั้งหลายมันกัดกึกๆ ก็เอาเลย ปั้บเลยอย่างงี้ อายเลยไม่มีเจตนา ใครมีเจตนาแล้วยกมือขึ้นก็อายอยู่ในใจ โอ้ๆ เราเว้นแล้ว ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตสิ่งนี้เป็นอาหารของเราก็ไม่ได้ เป็นอะไรเลี้ยงคนก็ไม่ได้

เราก็ไม่ควรฆ่ามันซะ ฆ่าเอาบาปเฉยๆ ถ้าฆ่าลงไป ตีลงไปแล้วเขาก็ตาย ตายด้วยเจตนาของเราแท้ๆ คำว่า เวระมะณี เราจะเว้นนั้น เราว่าทำไม เราจะว่า เวระมะณีไม่ฆ่าสัตว์ เวระมะณีไม่ลักทรัพย์ เวระมะณีเว้นจากประพฤติผิดในกาม เว้นจากกล่าวโป้ปดมดเท็จทุกชนิด

มันรวมตัวใส่กันแล้วก็เป็นศีลเป็นธรรมขึ้นมา เทวดาก็อยู่ไม่ได้ ต้องดูแลรักษาพุทธบริษัท ผู้ที่เขาปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะแล้ว ขอถึงพระพุทธ ขอถึงพระธรรม ขอถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึกที่นับถือ ไม่ถืออย่างอื่นอีกแล้วแน่ะ คำพูดอันนั้นต้องรักษาไว้ มีความสัตย์มีความจริงอยู่ในใจของเรา เทวดาก็ยกย่องยอสรรเสริญ สาธุการด้วย

และก็ยินดีที่จะป้องกันรักษาเรา ไม่ให้ตกไปในโลกที่ลำบากทุรกันดาร ไม่ไห้ตกนรกหมกไหม้ดังที่ว่ามาเลย ได้ถึงความปลอดภัยสบายใจตลอดวันตลอดคืน นึกถึงศีลของตัวเองเวลาไหน เกิดความสบายเวลานั้น นึกถึงศีลไม่ได้ขาด ไม่ได้ด่าง ไม่ได้พร้อย นึกถึงเวลาไหนก็ภาคภูมิใจเวลานั้น

อันนี้ นี่แหละเพิ่นเรียกว่าเครื่องกำจัดกิเลส ไม่ให้กำเริบเสิบสาน ไม่ให้มันเกิดรุนแรงขึ้นมาได้ เราระงับของเราไว้แล้ว ไม่เดือดร้อนไม่ถึงชีวิตสัตว์อื่น นี่ๆ เป็นความจริงอย่างงั้น สนิมทั้งหลายมันเกิดจากเหล็ก แต่มันสามารถกินเหล็กให้หมดไป เหล็กแท้ๆ สนิมกินหมด ถ้ามันถูกฝังไว้ในดินไม่เอาขึ้นมาใช้มาฝนมาล้าง มันอยู่ในดินนั้นนะ ถูกเค็ม ถูกน้ำเปรี้ยว น้ำอะไรลงไป แล้วก็เกิดขี้สนิมขึ้นขัดก็ไม่ออก ฝนก็ไม่ออก ทำยังไงๆ มันก็ไม่ออก สนิมกินเหล็ก แต่ไอ้ตัวกิเลสกินใจนี่สิ มันนี่ๆ เปรียบ เปรียบให้ฟังว่า

สนิมนั้นมันกินเหล็กอย่างเดียว อย่างอื่นมันก็ไม่กิน อ้า ไม่ทำให้เหล็กกร่อนลงได้ ไม่ได้มีเนื้อดีๆ อยู่อย่างเก่า ฝนแล้วก็มันอยู่อย่างเก่า แล้วก็เข้าคมอยู่อย่างเก่า ก็มันสนิมไม่กิน ถ้าสนิมกินแล้ว มันก็ฝนได้ก็ไม่ค่อยเข้า

เพราะมันเป็นแข่ว(ฟัน)ตั๊กแตนมาแล้วๆ ไม่ ไม่คม แถหัวก็ไม่ได้ โกนผมก็ไม่ได้เพราะมันไม่เข้าแล้วสนิมกินแล้ว มีดโกนที่ใช้โกนผมอยู่นั้น ก็เหมือนกัน หากเกิดขี้สนิมขึ้นมาแล้ว ก็ไม่ทำประโยชน์อะไรไม่ได้ โกนหนวดโกนเคราก็ไม่ได้ โกนผมก็ไม่ได้ เจ็บ เพราะว่าคมมันเป็นขี้สนิม กินเป็นแข่ว(ฟัน)ตั้กแตนแล้ว ฮาฮา ถ่างตาขูดไปก็เกิดเลือด เกิดถลอก โกนหัวก็เหมือนกัน หมดคุณภาพของเหล็ก เหล็กที่โกนหัวได้หมดคุณภาพไปเลย ถ้าถูกสนิมกินแล้ว

ถึงได้เปรียบไว้บอกว่า สนิมกินเหล็กกิเลสกินใจ สนิมมันไม่กินอะไรหรอกมันกินแต่เหล็ก ถ้ามีเหล็กอยู่ในนั้นธาตุเหล็กอยู่ในนั้น มันกินจนหมดแหละจนกร่อน แม้ละบักจก(จอบ)ไถหรืออะไรๆ แข็งขนาดนั้นก็ดี ถ้าไปฝังไว้ในดินหลายๆ ปี เอามาเคาะโป๊กๆๆๆ ขี้เหล็กขี้สนิมแตกโป๊กๆๆ ออกมาหมด หมดความคมแล้วไม่มีความคมแล้ว ฝนยังไงก็ไม่คม ฝนแล้วก็ใช้ประโยชน์ไม่ได้

เหมือนกันข้อเปรียบนี้ได้ขึ้นมาจากข้อเปรียบเทียบว่าสนิมกินเหล็กกิเลสกินใจ เพราะฉะนั้นพวกเราต้องรักษาอย่าให้มันเกิดสนิมได้ในหัวใจของเรานะ

ความโลภก็เป็นสนิม ความโกรธก็เป็นสนิม ความรักก็เป็นสนิม ความชังก็เป็นสนิมที่จะกินใจให้เรา กร่อนลงออกไปไม่แหลมคมเหมือนเก่าแล้ว เพราะฉะนั้นอย่าให้มันเกิดขี้สนิมขึ้นในหัวใจของเราเหมือนดังรักษาเหล็กที่เราใช้ทำงานอยู่ เป็นเคียวหรือเป็นอะไรนี่ เป็นเคียวเกี่ยวข้าวหรือว่าเป็นมีด ตัด ถางอะไร ถ้าเกิดขี้สนิมแล้วไม่ค่อยเข้าท่าเลย มันกินได้หมดเหล็กทั้งหลายมันกินได้หมด พวกจอบพวกเสียม พวกบักจก(จอบ)ไถอะไรก็แล้วแต่ที่ฝังไว้ในดินนานๆ หลายๆ ปี อย่าไปขุดขึ้นมาเอามาเคาะ ปังๆๆๆ โป๊กๆๆๆ ขี้สนิมมัน แต่เนื้อเหล็กหมดแล้ว เนื้อเหล็กหมดแล้วมีแต่ขี้สนิมกิน เคาะเวลาไหนก็โป๊กๆ หล่นลงมาอย่างงั้น เพราะฉะนั้นพวกเราต้องเอาข้อนี้มาเปรียบใจเรา ใจเราก็มีสนิมกินใจ สนิมกินเหล็กกิเลสกินใจ ความโลภก็เป็นสนิมอย่างหนึ่ง ความโกรธก็เป็นสนิมอย่างหนึ่ง ความหลงก็เป็นสนิมอีกอย่างหนึ่ง

ทำให้ใจเรากร่อนไปจากศีลจากธรรมได้ อ้า มันกิน มันกินหมด อ้า โลหะที่ทำด้วยเหล็กด้วยอะไรต่างๆ มันชอบกิน กิเลสกิน ใจของเราก็เหมือนกัน ใจของเราไม่ใช่เหล็กเป็นความรู้พิเศษต่างหาก ความรู้นั้น ใจเป็นความรู้ รู้ดี รู้ชั่ว รู้บาป รู้บุญ รู้คุณ รู้โทษ รู้ประโยชน์ มิใช่ประโยชน์ รู้ไปหมดทุกอย่างนั้นแหละอะไรๆ เราก็เว้นจากสิ่งเหล่านั้นซะ เพราะมันเป็นอันตรายแก่ใจเรา สิ่งนี้มันเป็นขี้สนิมสิ่งนี้มันเป็นกิเลสมันกินใจเรา สนิมไม่กินเหล็กอย่างเดียวนะ กินเหล็กกินโลหะต่างๆ ทำให้เหล็กหมดคุณภาพ ไม่ ใช้ไม่ได้เลยนี่สิ โกนหัวอยู่ทุกวันๆ อ้า ในวันพระวันเจ้ามา เอามาโกน โกนหัว ถ้ามันยังสนิมไม่กินแล้ว เข้า(คม)หวานจ๋อยๆๆ ไม่เจ็บอะไรเลย ตัดออกได้หมด เป็นขนเป็นเล็บเป็นอะไรเหล่านั้นมันออกไปหมด มันขูดออก เอาเป่าออกไม่ได้เพราะมันคม ไม่มีขี้สนิม ถ้าเคยคุ้ยขี้สนิมขึ้นมาแล้ว จะเอามาโกนหัวได้หรือเปล่า โกนหัว ไม่ได้เพราะว่ามันๆ มันเป็นแข่ว(ฟัน)ตั๊กแตนไปแล้ว เป็นฟันตั๊กแตนไปแล้ว ใช้งานไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นให้รักษา อย่าให้มันกินใจเรา กิเลสความ ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี เหล่านี้เป็นสนิมสำหรับกินใจคนให้หมดคุณภาพจากใจมนุษย์ไปเป็นใจยักษ์ใจมารไปก็ได้

ถ้าปล่อยให้มันกินแล้ว โอ้ย ไม่มีดีเลย สังคมไหนแน่ะมีกิเลสกินใจมากๆ แล้ว มีความโลภมากๆ มีความโกรธมากๆ มีราคะ มีโทสะ มีโมหะกินใจให้หมดแล้ว จะมายินดีในการให้ทานนั้นได้ไง จะมายินดีในการรักษาศีลได้ยังไง เพราะกิเลสมันกินแล้วนะอ่ะ เพราะฉะนั้นพวกเรารักษาอย่าให้มันมากินใจเรา ความโลภ ความโกรธ ความหลงก็ดี ความรักก็ดี ความชังก็ดี ความดีใจเสียใจร้องไห้หัวเราะเหล่านั้น มาทีแต่ของกินใจเราเท่านั้น ทำให้ใจเราแป้วไปๆ ไม่ ไม่มีคุณภาพพอที่จะทำงานละเอียดได้ อ้านี่พูดให้ฟังย่อๆ เอา เปรียบเอาเหล็กขึ้นมาเป็นตัวอย่าง และก็ของศัตรูกับเหล็กนั่นก็คือขี้สนิม สนิมมันเกิดจากเหล็กนั่นแหละไม่ได้เกิดจากอะไร ถ้าเหล็กเราไม่ได้ทำความสะอาดเอาไว้ มันถูกเค็ม ถูกเปรี้ยว ถูกอะไรเข้า เปรี้ยวๆ ไปแล้ว ไปกัด กัดเหล็กได้กิน กินเป็นขี้สนิมขึ้นมาได้ ถ้าปล่อยไว้นานๆ เป็นยังไง มันหมด ไม่มีคมเลย สนิมกินไปหมดแล้วคมนั่นน่ะ ที่ไหนมันบางๆ มันก็กินง่ายๆ หมดเลยคมมีด มีดดีๆ ที่ฝนไว้ดีๆ ลับไว้ดีๆ ไม่ได้ทาน้ำมันไว้เลย กันสนิมก็ไม่มี ให้มันกินเอาๆๆ จนเหลือตั้งแต่เนื้อเหล็กที่ไม่เป็นประโยชน์

ถ้าไปฝังไว้ในดินหลายๆ ปี ไปขุดขึ้นปล้นขึ้นมาไปพบอยู่ในดินนานๆ ไม่มีเนื้อเหล็กแล้ว มันฝังอยู่ในดินนานแล้ว เอามาเคาะๆๆๆ ให้ขูดโป๊กๆๆๆ ขี้สนิมมันจับหนาขึ้นมาเตอะเลย เออ ให้เคาะ ปิ้งๆๆ เสียงเหล็กก็ไม่มีหรอกนะ ถ้ามีตั้งแต่ขี้สนิมแตกออกโว่ๆ ออก ถ้าเป็นอย่างนั้นจะมีคุณภาพไหม เอามาใช้งานจะดีไหม อ้า เอามาเป็นมีดเป็นขวานเป็นเคียวเกี่ยวข้าวเกี่ยวอะไรก็ดี ถ้าไปทำประโยชน์อะไรไม่สะดวกไม่สบาย ไม่สำเร็จสมความปรารถนาของเราแล้ว มันเป็นหมดแล้ว ขี้สนิมกินหมดแล้ว

สนิมกินหมดแล้ว กินไปหมดหรอก เปรียบเทียบไว้ว่าสนิมกินเหล็กกิเลสกินใจอ้า กิเลสมันคืออะไรล่ะ กิเลสก็คือความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะ ของเหล่านี้ถ้ามันเกิดขึ้นที่ใจเราจริงๆ กินใจให้หมดคุณภาพไป ไม่มีเมตตา ไม่มีกรุณา ไม่มีมุทิตา ไม่มีอุเบกขา ธรรมเหล่านี้มันเกิดขึ้นกับ อ้า ใจเช่นนั้น ใจที่มีกิเลสอย่างนั้น ความเมตตากรุณาก็จะไม่มี เพราะว่าเอ็นดูสงสารผู้อื่นก็อาจจะไม่มี อ้า มันกินใจไปแล้ว กิเลสกินไปหมดแล้ว มีแต่ความโลภ ความโกรธ ความหลง หนาแน่นอยู่ในหัวใจแล้วจะเอากฎหมายอะไรมา ปกครองมันคุ้มครอง มันหมดคุณภาพของใจมนุษย์แล้ว มีแต่ทำบาปอย่างเดียว ฆ่าสัตว์ไม่อาย ลักทรัพย์ไม่อาย ประพฤติผิดในกามไม่อาย กล่าวมุสาวาทไม่กระดากกระอายแต่อย่างใด แต่พูดได้พูดเอา เอาว่าตัวทำได้แล้วไม่มีใครรู้หรอก แต่มันกระทบไปถึงใจเรา ทำให้ใจเรากร่อน กร่อนผุพังไปอันนี้สิครูบาอาจารย์เขาจึงเอาจริงเอาจัง ในเรื่องการชำระกิเลส

 

ทานัง เทติ

 

เน้อ ลูกหลานเอ้ย

 

ทานัง เทติ ทานัง เทติ

 

การทำบุญในทางนั้นเป็นเครื่องกำจัดกิเลส ความตระหนี่ถี่เหนียวจะได้ สีลัง รักขะติ เน้อ ให้รักษาศีลให้บริสุทธิ์สะอาด อย่าให้ด่างให้พร้อยได้

 

สีลัง รักขะติ ภาวะนานัง ภาเวตตะวา

 

เพิ่นว่าการภาวนาทำสมาธิภาวนาให้ใจสงบก็เป็นเหตุให้กิเลสหลุดจากใจได้เหมือนกัน หลุดออกไปเลย ไม่มี ไม่มีความตระหนี่ถี่เหนียวใดๆ มาเป็นสิ่งขัดขวางหัวใจเรา ทาน ศีล ภาวนา เป็นเครื่องกำจัดกิเลสได้ดีมาก อ้า เพราะฉะนั้นเราเป็นชาวพุทธเราไม่เอาของเหล่านี้มากำกับหัวใจเรากิเลสก็กินหมด กิเลสก็กินใจหมด อ้า สนิมกินเหล็กกิเลสกินใจ ที่ว่าอย่างนั้นหรอก อ้า พูดให้เข้าใจง่ายๆ ทำให้คุณภาพของจิตใจมนุษย์หมดไปเลย ไม่มีเมตตา ไม่มีกรุณา ไม่มีมุทิตา ไม่มีอุเบกขาธรรม ในหัวใจทำให้กิเลสขยำไปหมด ป่นปี้ไปหมด แล้วก็อยู่รวมกันจะเป็นยังไงเหรอ ถ้าเรามาอยู่ร่วมกันด้วยกิเลสทุกคนๆๆ แล้ว โอ้ย ตีกันทุกวัน ฆ่ากันทุกวัน หัวร้างข้างแตกทุกวัน แพ้แล้วคราวนี้ คราวหน้าจะแก้ไขใหม่อยู่อย่างนั้น เขาเรียกว่าแก้แค้น แก้แค้นกันเออ คราวนี้เขาเอาเราขนาดนี้แล้ว คราวหน้าเราจะเอาให้เจ็บกว่านี้อีก เออ ฮึดตัวเองขึ้นมาต่อสู้อีกอย่างนี้ เพราะว่ามันมีเชื้อของมัน เชื้อขี้สนิมอยู่ในหัวใจเราไม่กำจัดเชื้อของสนิมซะ ให้มันหมดซะ ให้มันเป็นสเตนเลสไปหมดเลย

ไม่มีขี้สนิมกินได้เลย หัวใจสเตนเลสเขาว่างี้ ไม่มีอะไรกินได้ แต่กิเลสความโลภก็ไม่มี ความโกรธก็ไม่มี ความหลงก็ไม่มี ความรัก ความชัง ความอิจฉา ริษยา พยาบาท อาฆาต จองเวร จองกรรมเหล่านั้น หมดไปแล้วไม่มีแล้ว แล้วๆ เป็นอย่างไร สังคมจะเป็นยังไง ถ้าเป็นอย่างนั้น สงบสุขไม่ต้องเอากฎหมายอะไรๆ มา ปกป้องคุ้มครองหรอก เพราะว่าเป็นคนที่ชำระกิเลสตัวเองด้วยธรรมะ ให้มันเบามันบางไปแล้ว ความโลภก็ไม่มี ความโกรธก็ไม่มี ความหลงก็ไม่มี ความรักก็ไม่มี ความชังก็ไม่มี ความอิจฉาริษยาก็ไม่มี

เราก็อยู่สบายที่สุด นั่งที่ไหนสบาย นอนที่ไหนสบาย ไม่มีว่าจะมีเวรมีภัยที่ไหนมาเกิดกับเราได้ เพราะว่าเราอโหสิไปหมด อ้าแน่ะ ทำใจให้เป็นหัวใจสเตนเลสดีกว่าเว้ย ทำให้ใจให้มันหมดสนิม อย่าให้มากินใจ สนิมมันกินเหล็ก แต่กิเลสมันกินใจคน กินจนหมดคุณภาพของใจ ไม่มีใจเป็นมนุษย์แล้วเออ มีแต่โมโหโกรธา ปรายนา(พ่ายแพ้ที่สุด)นะสิปะเนี่ย พ่ายแพ้ไปหมดทุกอย่าง เราจะเจริญยังไง สร้างความเจริญให้มีในหมู่ในบ้าน ในหมู่ของมนุษย์ ก็เอากิเลสนี่แหละให้มันหมดทุกคนๆ ให้มันยังอยู่ร่วมกันอย่างพี่อย่างน้องอย่างสบาย มีการมีงานอะไรเกิดขึ้น ก็รับอาสาช่วยเหลือเจือจุนกันไป อ้า อย่างมีเมตตา ให้ได้มี เป็นมีเมตตาพร้อม มีกรุณาพร้อม มีอุเบกขา เมื่อสิ่งที่มันช่วยไม่ได้แล้วก็อุเบกขาได้ เออ เขาทำขนาดนั้นเป็นเรื่องของเขา เราจะไปช่วย เราอาจจะพัวพันไปติดตาข่ายอย่างเขาเว้ย เออ ถ้าเราไปช่วยคนผิด เราจะอาจจะติดตาข่ายไปกับเขาไป ถ้าวางเฉยซะปะนี่ วางเฉยและอุเบกขา วางเฉยซะสิ่งที่ช่วยไม่ได้ แน่ะ

 

เพิ่นก็หาหนทางให้พวกเราว่าอย่างนี้ เราจะเอามาใช้หรือเปล่าอ้า เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาใช้หรือเปล่า ทุกวัน ทุกเวลา ทุกนาที ให้มีถี่ยิบเข้าไปเรื่อยๆ เราก็จะสบาย เห็นความสบายขึ้นมาแล้ว เพราะว่าไม่มีใจอิจฉาริษยา พยาบาทอาฆาตคนอื่นเขา อ้า ไม่มี มีแต่คิดจะช่วยเหลือเขาเท่านั้นอ้า เป็นใจเมตตาแท้ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแท้ แล้วจะอยู่ร่วมกันเป็นยังไงอย่างพี่อย่างน้องอย่างสายโลหิตเดียวกันแท้ๆ ไม่ฆ่าฟันรันแทงกันเลย แต่ถึงกระนั้นมันก็ผ่า ผ่าตั้งป้อมหนีออกไป พี่น้องฟ้องร้องกันถึงคุกถึงศาลถึงโรงถึงศาลก็มี เพราะว่ามันผ่าเอาไป จนมันส่วนในแตกให้แยกออกไป ถ้ามันเกิดขึ้นแล้วมันชวนทะเลาะเบาะแว้งให้แตกให้แยกกันได้ พี่น้องกันแท้ๆ ก็เป็นเรื่องเป็นเสียงกัน ถึงโรงถึงศาลก็มีนะอ้า บางแห่งหนอบางแห่ง เป็นเรื่องวุ่นวายเพราะความโลภความโกรธความหลง มันยุให้รำ ตำให้รั่ว ยั่วให้แตก มันแยกให้ออก จากพี่จากน้องไปเลย ไม่มีพี่ไม่มีน้อง ไม่มีใครเคารพนับถือ นับถือหน้าถือตาก็ไม่มี มีแต่คนถุยน้ำลายใส่

 

อุ๊ย คนอย่างนี้ไม่น่าคบเลย ขึ้นมาล่ะ ทั้งคนทั้งหลายรังเกียจ ถ้าหากมีกิเลสหนาๆ มีความโลภหนาๆ มีความโกรธหนาๆ มีความหลงหนาๆ มีความรักความชังความอิจฉาริษยา พยาบาทหนาแน่นขึ้นมาแล้วก็ ทำคนอยู่ร่วมกันอย่างสัตว์ อย่างสัตว์ข่มเหงคะเนงร้ายกัน

เออๆ ไม่มีพี่ไม่มีน้อง มือใครยาวสาวได้สาวเอาไปซะแล้วว่ะเนาะ(นะ) แล้วเดือดร้อนหรือเปล่าเป็นยังไงไม่มีการเจือจุนกันเลย เจือจุนกันเลย สงเคราะห์สงหากันก็ไม่มีแล้ว อ้า มีแต่เอารัด มีแต่เอาเปรียบกันไปอย่างนั้น นี้ว่าขาดจากธรรมะไปแล้ว ถ้ามีตั้งอยู่ในเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาแท้ๆ มีคุณธรรมดึงดูดจิตใจซึ่งกันและกัน อ้า เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทำให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ อย่างสันติสุข ไม่มีความเดือดร้อนใดๆ เลยอ่ะ อันนี้เป็นกิเลสเบื้องต้นที่ทำให้สังคมอยู่ร่วมกันลำบากก็เพราะกิเลสเหล่านี้แหละ แย่งกันเป็นใหญ่ แย่งกันเป็นโต แย่งลาภสักการะของกันและกัน อย่างนี้มันก็มีอยู่ จำไว้ แตกแยกกันได้ หมดความปรารถนาดีใส่กันแล้วจะเอาอะไรมาปกครอง หากปกครองกัน

ด้วยธรรมดังกล่าวมาแล้วนี้ อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ฝ่ายเดียวกัน พี่น้องร่วมไส้ร่วมท้องเดียวกัน ก็ไม่แตกไม่แยกกันเลย ทำมาหากินอะไรขาดตกบกพร่องอะไรก็มีความพอใจที่จะช่วยเหลือกัน อ้า ไม่มีขยะแขยงใดๆ ทั้งนั้น ถ้าหากว่าเกิดอิจฉาริษยาพยาบาทกันขึ้นอย่างรุนแรง ศีลแตกหักแล้ว หมดแล้ว หมดความดีแล้ว หมดความรัก หมดความเมตตา กรุณา มุทิตา หมด ไม่อยากช่วยเหลือเจือจุนกันแล้ว อย่างนี้ก็อยู่กันอย่างสัตว์ อยู่กันอย่างสัตว์ผู้ไม่มีธรรมะธัมโมแล้ว อยู่กันอย่างเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ เพราะว่าปล่อยให้สนิมกินใจไปหมดแล้ว สนิมกินเหล็กกินนานๆ ก็หมดเนื้อเหล็กไป กิเลสกินใจถ้าปล่อยให้มันกินนานๆ ก็หมดคุณภาพของใจมนุษย์ไป มีกันแต่ฆ่าฟันรันแทงกัน ปล้นสะดมซึ่งกันและกัน ฆ่าตี ตีโบยซึ่งกันและกัน อิจฉาริษยาไหลเข้ามา อ้า ทั่วบ้านทั่วเมืองอ้า เป็นอย่างนี้ ปล่อยให้ความอิจฉาริษยาไหลเข้ามาในบ้านเรา เราจะเป็นอย่างไร พวกเราจะตั้งอยู่ได้หรืออ้า ถ้าความแตกแยกกันแล้วเกิดมีขึ้นแล้ว ความยุให้รำ ตำให้รั่ว ยั่วให้แตก มันเกิดขึ้นมาจากอิจฉาริษยาพยาบาท

เพราะฉะนั้นอย่าให้ของเหล่านั้นมาเป็นใหญ่หัวใจเราเลย ความอิจฉาริษยา พยาบาทอาฆาต จองเวรเหล่านั้นอย่าให้มันมา อย่าให้มันเข้ามาครองใจเรา อ้า ทำให้แตกให้แยกกันอย่างนั้นไม่เอา ให้มั่นคงในสามัคคีธรรม สามัคคีมีในหมู่ใด ความสุขย่อมมีในหมู่นั้น ถ้าสามัคคีพลาดไปหรือขาดไปจากหมู่ใดแฮ ภัยย่อมเข้าฟาดฟันหมู่นั้นให้ฉิบหาย ฉิบหายด้วย ทำลายสังคมด้วย

เพราะฉะนั้นขอฝากข้อคิดเห็นอันนี้ไว้กับอุบาสก อุบาสิกา ผู้ประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่อย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยไม่วาง ให้ยึดให้มั่น คั้นให้เหนียว จับให้แน่น ดิ้นมาก็อย่าให้มันหลุดไปจากมือ ธรรมะอันนี้เป็นธรรมะคุ้มครองโลก

 

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

 

เพิ่นบอกไว้โลกจะตั้งอยู่ได้มีความสุขอยู่ได้เพราะความเมตตาธรรม มีความเมตตาต่อกัน กรุณาต่อกัน ไม่เอารัดไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน แล้วก็อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขอย่างพี่อย่างน้อง พี่น้องเกิดในอุทรกันอันนั้นยิ่งสำคัญใหญ่ เกิดร่วมท้องน้องร่วมไส้ ไม่อิจฉาไม่ริษยา ไม่พยาบาทแม้ลำบากมาก็เป็นหน้าที่ของพี่ของน้องที่จะดูจะแลให้ ปกป้องหรือคุ้มครองนั้นเป็นเรื่องของทางรัฐบาลปกป้องคุ้มครองไม่ทอดทิ้ง ไม่นิ่งดูดาย ลำบากลำบนยังไงก็ ขวนขวายหากันอยู่อย่างนั้น ในหลวง นั่นเป็นตัวอย่าง ในหลวงเป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ เป็นแม่เหล็กใหญ่ที่สุด สามารถดึงดูดจิตใจของไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ให้อยู่ในความสงบได้ ไม่ให้มันนอกลู่นอกทางออกไป นี่เรียกว่าปกครองด้วยธรรม ไม่ได้ปกครองด้วยกิเลส ปกครองด้วยกิเลสนะ มีแต่จะฆ่าจะตีกัน ฉกชิงวิ่งราวแย่งกันและกันอยู่อย่างนี้ มันจะดีที่ไหน

ถ้าเอาธรรมะธัมโมเข้ามาเป็นธรรมนูญในหัวใจเรา เราก็อยู่
เป็นสุข
อยู่ร่วมกันเป็นสุข เห็น เห็นทุกข์ของผู้อื่นเหมือนดังทุกข์ของตัวเองอย่างงั้น ถือไว้จนว่าเป็นทุกข์แทนเขา แล้วก็มีอะไรที่จะช่วยเหลือกันได้ ก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ก็ช่วยเหลือกันไป ตามมีตามได้ เป็นผู้เสียสละ

อย่างนี้เรียกว่าอยู่ในธรรมนูญ ธรรมนูญแท้ๆ เอาธรรมเป็นใหญ่ ไม่ได้เอากิเลสตัณหามาเป็นใหญ่ โลภะ โทสะ โมหะไม่เอามา ไม่เอามาใช้ เอาแต่คุณงามความดีใช้ช่วยเหลือกัน อยู่ในกลุ่มของเรา หมู่ของเรา บ้านของเรา เมืองของเรา จังหวัดของเรา อำเภอของเรา ตำบลของเรา มีแต่คนดีๆ ทั้งนั้นไม่มีคนชั่ว อ้าแล้วเป็นยังไง

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

จะเกิดไหม ความสงบสุขจะเกิดไหม สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี นัตถิ สันติ เพิ่นว่า อ้า เสมอด้วยความสงบไม่มี แต่ว่าไม่มี นัตถิ ไม่มี อันนั้นไม่มี

 

นัตถิ ภันเต นัตถิ ภันเต

 

เพิ่นก็ว่าไว้อยู่ (หัวเราะ)

อ้า เธอเป็นไอ้นั้นไหม อ้า นัตถิ ภันเต เธอเป็นอย่างนั้นไหม

นัตถิ ภันเต ไม่มีพระเจ้าข้า ซะก่อน รับว่าไม่มี กิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ ไม่มีพระเจ้าข้า ไม่มีพระเจ้าข้า นัตถิ แปลว่าไม่มี ของเหล่านั้นไม่มี

 

กุฏฐัง (โรคเรื้อน)

คัณโฑ (โรคฝี)

กิลาโส (โรคกลาก)

โสโส (โรคมองคร่อหรือหืด)

อะปะมาโร (โรคลมบ้าหมู)

มะนุสโสสิ๊ (เจ้าเป็นมนุษย์)

เจ้าเป็นมนุษย์ใช่ไหม

อามะ ภันเต

 

ขอรับเจ้าข้าเป็นมนุษย์ ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องเอาธรรมมนุษย์มาปกครองกัน มาอยู่ร่วมกันดูแลกัน อ้า เอาธรรมของพระพุทธเจ้า เป็นธรรมด้วยเป็นวินัยด้วย ไม่ สิ่งที่ผิดกำหนดกฎหมายไม่เอาแล้ว อ้า ไม่เอามาใช้เลย ของที่ผิดกำหนดกฎหมายบ้านเมืองทำให้แตกแยกกันและกัน ฆ่าฟันรันแทงกันเหล่านั้น เพิ่นนอกคอกไปแล้ว นอกกฎหมายของรัฐบาลไทยไปแล้ว อ้า ฆ่าฟันรันแทง จองเวรจองกรรมซึ่งกันและกัน มันออกนอกคอกไปแล้ว อย่าเอามาใช้เลย

ดังที่แสดงมา ปกิณณกนัย เพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลาย นำไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งอกตั้งใจอยู่ในธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ทุกอย่าง ทุกอย่างทุกข้อไป ต่อแต่นั้นก็จะได้ประสบพบเห็นแต่ความสุขความเจริญทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมทุกประการ รับประทานวิสัชนามา ก็ยุติโดยเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

ทานัง เม ปะริสุทธัง

ทานของข้าพเจ้าบริสุทธิ์

 

ทานัง เทติ

การให้ทาน

 

สีลัง รักขะติ

การรักษาศีล

 

ภาวะนานัง ภาเวตตะวา

การเจริญภาวนา

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

 

 

ปรายนา [ปะ-รา-ยะ-นา] เบื้องหน้า

(บางแห่งใช้หมายถึง พ่ายแพ้ที่สุด)

 

ปราชัย [ปะ-รา-ไช] พ่ายแพ้

เช่น เราต้องสู้ ไม่ยอมปราชัยเด็ดขาด

 

อัปราชัย [อับ-ปะ-รา-ไช] พ่ายแพ้

เช่น คบคนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วอัปราชัย

 

อานิสงส์ของการรักษาศีล

 

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ

สิกขาบท ๕ เหล่านี้

 

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ถึงสุคติ

 

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์

 

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้ไปถึงนิพพาน

 

ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย

เพราะฉะนั้น ศีล จึงเป็นสิ่งที่วิเศษ

 

พิธีอุปสมบท

 

อันตรายิกธรรม(ธรรมอันกระทําอันตราย)

กุฏฐัง (โรคเรื้อน)

คัณโฑ (โรคฝี)

กิลาโส (โรคกลาก)

โสโส (โรคมองคร่อหรือหืด)

อะปะมาโร (โรคลมบ้าหมู)

 

นัตถิ ภันเต

ไม่มี เจ้าข้า

 

มะนุสโสสิ๊ (เจ้าเป็นมนุษย์)

ปุริโสสิ๊ (เจ้าเป็นชาย)

ภุชิสโสสิ๊ (เจ้าเป็นไทมิใช่ทาส)

อะนะโณสิ๊ (เจ้าหาหนี้สินมิได้)

นาสิ๊ ราชะภะโฏ (เจ้ามิใช่ราชภัฏ คือ ข้าราชการ)

อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ (เจ้าเป็นผู้อันบิดามารดาอนุญาต)

ปะริปุณณะวีสะติวัสโสิ๊ (เจ้าเป็นผู้มีอายุครบ ๒๐)

ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง (บาตรจีวรของเจ้ามีครบ)

 

อามะ ภันเต

ขอรับ เจ้าข้า

๑๐