หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันอาทิตย์ที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมชั้น ๒๒

อาคารศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ

โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

โอ้ อ่ะ บ่เป็นผู้เก่งกาจสามารถอะไรเน้อ นิมนต์มาเทศน์ให้ที่นี่เพื่อก็ต้องการให้ประชาชน พุทธบริษัททั้งหลายเข้าอกเข้าใจในเรื่องธรรมะธัมโมกัน ถ้าหากเทศน์ไปหลาย หลวงปู่แหวน(หลวงปู่แหวน สุจิณโณ) ท่านว่า ธัมเมาแล้วกัน ไม่ใช่ธัมโม ธัมเมา ว่าดีเหมือนกันนะ ธัมเมา

 

เมาหมดสง่า เมาสุราหมดสำคัญ เมาพนันหมดตัว

เมาผัวก็ลืมพ่อ เมาเมียก็ลืมแม่ เมาวัยก็ลืมแก่

เมากระแช่ก็ลืมกัญชา ลืมกันเป็นท่อนๆ ตอนๆ

เพราะฉะนั้นให้ตั้งสติอยู่กับเนื้อกับตัวเสมอ จะทำจะพูด จะทำอะไรให้ระลึกได้ว่า มันผิดหรือมันถูก ถ้ามันผิดศีลผิดธรรมแล้วก็อย่ากระทำสิ่งนั้น อย่าพูดสิ่งนั้นเป็นอันขาด กิริยาอันใดที่ไม่สวยไม่งามในสังคม กิริยาอันนั้นก็ไม่ควรแสดงออก ถ้าหากโมโหโกรธาขึ้นมา มันรู้ไม่ทัน

มันลามปามไปหมด ถ้าทะเลาะกันก็ออกถึงโคตรเชื้อ เชื้อแถวแนวพันธุ์ทั้งหลาย โคตรพ่อโคตรแม่ว่าไป ต่ำๆ เสียๆ ว่าด้วยความโกรธ เรียกว่ารู้ไม่เท่า เอาไม่ทัน มันเสียใครล่ะ มันจะเสียเราผู้พูดเอง ไม่ได้เสียผู้อื่นหรอก เสียเราผู้พูด พูดด่า พูดทะเลาะเบาะแว้งกันด้วย ออกวาจาที่ไม่สวยไม่งาม ใครก็ฟังไม่ขึ้น เทวดาฟังก็ยังระคายในหู โอ้โฮ ทำไมพูดอย่างนี้ได้ พุทธบริษัททำไมพูดหยาบๆ คายๆ ออกกู ออกมึง ออกโคตรพ่อโคตรแม่ ด่าไปหมด ตลอดแถวตลอดแนว เชื้อสายทั้งหลายเสียหายไปหมดแหนะ จริงๆ มันก็ไม่ มันก็ไม่เป็นไปเหมือนดังต้องการหรอก

สำคัญอยากจะด่า จะว่าให้ฉิบหาย หายโหงอะไร ก็ว่ากันไปเฉยๆ มันไม่เป็นอย่างงั้น ทำให้หูนักปราชญ์ทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายหนาว คำพูดที่ไม่ดีแล้วหนาวใจด้วย เป็นห่วงเป็นใยด้วย โอ้โฮ ทำไมถึงเอาคำพูดอย่างนี้มาพูดมาจา แม้แต่คำกูๆ มึงๆ ก็ไม่อยาก ไม่อยากได้ยินได้ฟัง ได้ยินคำไพเราะเพราะพริ้ง แล้วไพเราะหูด้วย เย็นใจด้วย สบาย อ้า สิ่งที่ทำให้เสียประโยชน์ พูดไปแล้วก็เสียประโยชน์เฉยๆ ประโยชน์ควรที่จะได้รับก็เสียไป พรที่เพิ่นให้

 

อายุ วัณโณ สุขัง พลัง

 

นั้นเป็นพรอันวิเศษอยู่ แต่ว่าถ้าเราพูดไม่ดี กระทบกระเทือน ผู้อื่นมากๆ คำพูดก็ไม่เป็นสิริเป็นมงคลแก่ตัวเลย เป็นบาป ทำให้เศร้าหมอง ขุ่นมัว เป็นวาจาที่หยาบ ฟังไม่ขึ้น วาจาที่ไพเราะเพราะพริ้ง ก็ยิ่งกว่านั้น

ศึกษากันมาแล้ว เราก็ได้ศึกษากันมาอย่างดีแล้ว ไม่เอาไปใช้ในสังคมเลย ศึกษาดีๆ นะ เออ เอาคำพูดที่ไพเราะๆ ออกไปใช้ในสังคม ให้มีรสนิยมสูงค่าขึ้นมา อ้า สูงกว่าเดิมขึ้นมา ผู้ฟังทั้งหลาย ก็ไพเราะเพราะพริ้ง เย็นหู เย็นใจ อ้า เมื่อได้ยินคำพูดที่ไพเราะๆ แล้วเย็นใจ เทวดาทั้งหลายก็สาธุ โมทนาสาธุการ

คำพูดคำจานั้นจะเผ็ดร้อนเหมือนกัน ถ้าพูดอะไรมันเผ็ดร้อน มันก็เผ็ดร้อนเหมือนกัน พูดให้มันเย็นฉ่ำมันก็เย็นลงไปในหัวใจเราได้ ท่านทั้งหลายเคยเห็นสามีภรรยาทะเลาะกันไหม ก็พูดคำหยาบใส่กันนั่นแหละ ลงกู ลงมึง ลงโคตรพ่อโคตรแม่มึง อย่างนั้นอย่างนี้ ว่าหยาบๆ คายๆ ออกมามันจะอดได้ที่ไหนล่ะ ทนไม่ได้ เหลืออดเหลือทนจริงๆ อดไม่ได้ทำยังไงล่ะ ก็ลงไม้ลงมือกันนี่ปะเนี่ย ตบกันตีกันพอได้เครื่องทุนแรง ได้ศัสตราวุธก็อาจจะฉวยเอาไม้นั่นตีกัน เอาไม้ค้อนไม้แส้ ก็ยังค่อยยังชั่วหน่อย เอาไม้แข็งๆ ตีหัวกันล่ะเป็นยังไงหัวร้างข้างแตก

โรงหมอท่านรับผิดชอบเรื่องอย่างนี้ เรื่องสามีภรรยาทะเลาะกันตีกันหัวร้างข้างแตก ฟันแทงฆ่าฟันรันแทงซึ่งกันและกัน จนเป็นบาดเป็นแผล เลือดตกยางออกเป็นจำนวนมาก ลำบากใครล่ะ ลำบากหมอสิปะเนี่ย หมอผู้ช่วย บรรทมอยู่ ถ้าเกิดมีเป็นบาดเป็นแผลขึ้นมา อ้า ฟกช้ำดำเขียวขึ้นมา ก็เป็นหน้าที่ของหมอที่จะเอาใจใส่ดูแล ถ้าหมอไม่เอาใจใส่ดูแลช่วยเหลือก็ใจจืดใจดำเกินไป จำเป็นจะต้องเสียสละ เหนื่อยยากลำบาก

ด้วยการทะเลาะวิวาทกันบาดถลุงกัน มันเป็นบาปกันจริงๆ ทำให้สังคมหนักอกหนักใจ ร้อนไปถึงรัฐบาล ต้องตามล่าตามจับคนกระทำผิดขนาดนั้น ฆ่าฟันรันแทงกันขนาดนั้น ต้องตามล่าตามจับเสี่ยงตายไป บางทีเขามีอาวุธดีๆ เขาก็ยิงสวนมาซะ ตัวเอง ผู้ตามไปก็เกิดอันตรายแก่ตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันเป็นภัยสังคม สิ่งใดมันเป็นภัย สังคม เราไม่ควรประพฤติสิ่งนั้น ให้ประพฤติแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ผู้ดู ผู้เห็น ผู้รู้ ทั้งหลาย ท่านเห็นแล้วก็ชื่นอกชื่นใจเพราะว่ามีความสามัคคีกัน เมตตาปรานีกัน ช่วยเหลือกัน เหล่านี้เป็นคุณธรรมของคนดีทั้งหลายที่กระทำกัน

ไปเทศน์ที่โรงพยาบาล อ้า ไม่ใช่ ที่อะไรเมื่อวานเนี่ย ไปเทศน์ที่นั่น เทศน์เรื่องสนิมหรอก เทศน์เรื่องสนิม สนิมกินเหล็ก กิเลสมันกินใจ สนิมทั้งหลายนี้มันชอบเหล็ก แต่เหล็กธรรมดาไม่ได้ชุบโครเมียมอะไรเลย สนิมยิ้มใหญ่เลยแหละ ตกหล่นอยู่ในดินในดอนที่ไหนถูกเค็มๆ ถูก อ้า น้ำเกลือ น้ำเปรี้ยว น้ำอะไรลงไป หลายๆ ครั้ง มันเกิดขี้สนิมขึ้นได้ที่เนื้อเหล็กนั้น จะเป็นมีดก็ดี เป็นขวานก็ดี เป็นเหล็กทุกชนิด สนิมชอบกิน ถ้าไม่ทำความสะอาดอยู่เรื่อยๆ แล้วก็หมดเนื้อเหล็กไป ดิน ฝังลงในดิน เป็นเคียวเกี่ยวข้าวก็ดี มีดเคียว ฟันดินฟันอะไร ทุกอย่างทำประโยชน์ ถ้ามันตกอยู่ในดินนานๆ มันจมลงไปในดินนานๆ แต่ไปขุดเจอแล้วมันจะเหลือตั้งแต่สันมันนะ คมมันหมดแล้ว มันกิน

จึงได้ยกเป็นภาษิตว่า สนิมมันกินเหล็ก กิเลสมันกินใจ ให้หมดคุณภาพ ใจดีๆ นี่หมดคุณภาพไปเลยถ้ากิเลสเกิดขึ้น ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉาริษยา พยาบาทอาฆาต จองเวร จองกรรมซึ่งกันและกัน มันเป็นกิเลส ทำให้หัวใจมันกร่อน กร่อนลงไปได้ ใจมีคุณภาพสูงอยู่เป็นมนุษย์ ถ้าหากสนิมกินไปแล้ว มันจะมีคุณภาพสูงหรือเปล่า อย่างเก่าหรือเปล่า เมตตาปรานีอารี(อา)รอบ อารีกัน สงเคราะห์สงหากัน อยู่ดีๆ ถ้าหากเกิดมีสนิมขึ้นมาในหัวใจแล้ว มันเมินเฉยกันได้ ไม่เอาใจใส่ ไม่ดูแล จะเป็นตายร้ายดีอะไรก็เรื่องของเขา ไม่ใช่เรื่องของเรา ไปซะและปะเนี่ยวางซะเลย ไม่เอาใจใส่ ไม่เอาใจช่วย ก็จึงยกเป็นปัญหาว่า สนิมกินเหล็ก กิเลสกินใจ อ้า

กิเลสมันคืออะไร ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความรัก ความชัง เหล่านี้ เป็นกิเลส มันกินใจนะ มันไม่ได้กินอย่างอื่น มันกินใจ แม้จะรักกันปานจะกลืนกินก็ตาม ก็เบื่อหน่ายกันขึ้นมา คลายความรัก คลายความห่วงใยได้ เพราะไม่เคารพกันด้วย กาย วาจา ใจ กิริยามารยาทที่แสดงออกมา ก็รุนแรง อ้า แสลงหู อ้า แสลงตา ทำให้หมดอาลัยตายอยาก หมดความหวังที่จะพึ่งพาอาศัยแล้ว ถ้าเป็นคนอย่างนี้ เป็นคนดุร้ายอย่างนี้ หมดที่พึ่งทางใจแล้วเรา

แหนะ ก็เบื่อหน่าย คลายความรักลงได้อย่างหมดเกลี้ยงเลยไม่มีเหลือ เพราะฉะนั้นข้อเปรียบอันนี้ก็น้อมเข้ามาหาตัวเอง

 

โอปะนะยิโก

น้อมเข้ามาหาตัวเอง ถ้าเราทำอย่างนั้น ถ้าเราพูดอย่างนั้น เขาจะมีเมตตา กรุณาแก่เราหรือเปล่า หมด ถ้ามันหมดเยื่อใย หมดความห่วงใย อ้า หายห่วง แม้รักกันปานจะกลืนกินก็ตาม ถ้าไปแสดงกิริยามารยาท ใช้วาจาหยาบคายขนาดนั้น ถึงรักขนาดไหนก็ตามก็จืดจาง เหย(ระเหย)ไป ไม่ ไม่รัก ไม่ดื่มด่ำเหมือนตั้งแต่ใหม่ๆ อ้า แต่ใหม่ๆ ปานจะกลืนกิน แต่คุ้นเคยกันไป แสดงความทะลึ่งขึ้นมา อยากจะด่า อยากจะว่ายังไง หยาบๆ คายๆ ก็ว่าไปตามอำนาจที่ได้กิเลสของตัวเองให้มันสาใจ แต่ว่ามันก็ไม่เป็นบุญเป็นกุศลอะไร เป็นขี้สนิม กินใจ สนิมมันไม่ได้กินแต่เหล็กนะ ไม่ได้กินแต่เหล็ก โลหะต่างๆ มันกินอยู่

แต่ว่ากิเลสมันกินใจ มันกินใจคนให้กร่อนได้ ให้เสียหายได้ อันนี้ควรคิดอยู่เสมอ ให้ทุกคนควรคิดอยู่เสมอ เราจะเอาความโกรธหรือเป็นผู้ปกครองครอบครัวเรา เป็นผู้ดูแลความปลอดภัยของเรา จะเอาความโกรธนั้นหรือ อ้า ให้กินสมอยาก จะให้ปากสมโกรธ มันไม่สมหรอก ถ้าโกรธมากๆ ก็ด่ามากๆ ด่ากันแหลกลาญไปเลย อ้า ถึงจะปานจะกลืนกินก็ตาม รักกันปานจะกลืนกินก็ตาม ถ้าได้ยินเสียง อ้า ต่อต้านมา ในเสียงที่ไม่ดี ก็แป้วหัวใจ หัวใจแป้วเลย โอ้โฮ เสียแรงเรารัก เสียแรงเราหวง เสียแรงเราห่วง เราใย แต่เขาก็ไม่ทำให้เราห่วงใยตลอดไปได้เลย มาทำให้หัวใจเรากร่อนได้ อ้า เกิดเป็นขี้สนิมกินหัวใจขึ้นมาแล้วไม่ดีเลย เพราะฉะนั้นพึงตั้งใจชำระกาย วาจา ใจ ของตนให้อยู่ในขอบข่าย อย่าให้นอกลู่นอกทางออกไปจากจารีต ประเพณีอันดีงามของคนไทยเรา คำดุคำด่าไม่ใช่เป็นคำดี เป็นคำที่ทำลายหูผู้ฟัง ทำลายใจผู้รู้ รู้เรื่องรู้ราวขึ้นมาแล้วก็ทำลายหัวใจ รักกันปานจะกลืนกินก็ตาม แต่มันก็จืดจางระเหยได้

ก็ได้ยินคำกระทบกระเทือนหยาบๆ คายๆ มาอย่างนั้น มันก็หมดอาลัยตายอยาก หมดห่วงขึ้นมา ช่างเขาเถอะ เขาจะเป็นยังไงช่างเขาเถอะ เขาไม่ห่วงเราทำนองนี้ ทอดทิ้งกันไป เลิกรากันไป หนีจากกันไป เวลาอารมณ์ดีๆ คิดๆ ถึงกันขึ้นมาหน่อยล่ะ คิดถึงกันขึ้นมา เป็นเหมือนนะคราวที่รักกันตั้งหนุ่มแต่ยังน้อย ยังหนุ่มยังสาวขึ้นมา ก็เป็นห่วงก็ไปขอคืนปะเนี่ย หนีไปแล้ว ไปขอคืน อ้า โคตรเชื้อสายทั้งนั้นทางภรรยาแข็งแรงอยู่ เขาก็ไม่เอา ส่ายหัว คนคนเก่า มันก็จะเป็นอย่างเก่า ไม่เอาล่ะ อ้า อย่าเลย อย่าคืนมาเลย มาแล้วก็มาด่า มาว่า มาฆ่า มาตีกันอุตลุด

อย่างนี้ทำอย่างนี้ไม่ได้หรอก เสียวงศ์ตระกูลไป ได้ชื่อเสียเสียง คุณงามความดีเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น อ้า ถ้าจะคืนจริงๆ ทนไม่ไหวจริงๆ ให้แต่งคืน ให้แต่ง ให้ค่าสินสอดเท่าเก่านั่นแหละ สินสอดที่แต่งกันมาเท่าไหร่ เอาเท่านั้นแหละ ถึงจะให้คืนมา ถ้าไม่ได้อย่างนั้น โคตรวงศ์ทางภรรยาไม่ยอม ไม่ยอมเอา โอ้ คนคนเก่า ก็จะมาฆ่าตีเมียตีลูกตีหลานอีกดังว่าอีก

ไม่ ไม่ยอม ต้อง จำเป็นก็ต้องหาขวนขวายหากู้หายืมเขามา มาแต่งคืน มาแต่งเมียคืน ถึงได้อยู่ด้วยกันมาจนเฒ่าแก่ อ้า จนได้ถือไม้เท้ายอดทอง พะยองยอด.. ตะบองยอดเพชร ขึ้นมาได้ นั่นแหละเป็นอย่างงั้น มันเดือดร้อนไปถึงโคตรวงศ์ ปู่ ย่า ตา ยาย ป้า ลุง ทั้งหลาย เดือดร้อนไปถึงกันเหมือนกัน ถ้าคนใจแข็งหน่อยเขาก็ไม่รับ ไม่เอาคืน คนคนเก่า จะมาเป็นอย่างเก่าแหละ มาฆ่าลูก ฆ่าเมียอย่างเก่าล่ะ มาตีลูกตีเมียอย่างเก่า อ้า มันกินเหล้าเมามายขึ้นมา แล้วก็ให้เลิกละให้หมด กินเหล้าก็ไม่ให้กิน กินฝิ่น กัญชา ยาเสพติดให้โทษทั้งหลายให้เลิกทุกสิ่งทุกอย่างซะก่อนจึงจะรับ เขาก็อายัดไว้อย่างนี้ แล้วยอมจำนนต่อคำอายัดของโคตรวงศ์เขา ปู่ ย่า ตา ยาย ของเขา พ่อ แม่ ของเขา ป้า ลุง ของเขา เขาเป็นคนใจแข็งหน่อย อ้า อย่างนี้ก็มี

แต่ว่าในกรุงเทพฯ เป็นเมืองเจริญแล้ว คงจะไม่มีเรื่องอย่างนี้หรอก อ้า ในบ้านนอกออกไปนู้น ที่ไม่ได้รับการศึกษาสูงมักจะเป็นอย่างงั้น ทะเลาะกันถึงแตกหัก ป๋ะ(ทอดทิ้ง)ร้าง หรือ ป๋ะ(ทอดทิ้ง)ร้างทิ้งกันไป ละทิ้งกันไป หนีไป โดยความโมโหโกรธาอะไร แล้วเวลาใจเย็นมาแล้วเป็นยังไง คิดถึง คิดถึงตั้งแต่ใหม่ๆ เจอกันแต่งงานใหม่ๆ พู้น(โน้น)เออ คิดถึงหลาย กินไม่ได้นอนไม่หลับล่ะ จำเป็นจำไป ก็ต้องขอให้พ่อแม่โคตรวงศ์
ไปขอคืนให้ แต่งคืนก็ยอม ดังนี้เป็นตัวอย่าง เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้เปรียบเหมือนสนิม สนิมกินเหล็ก กินให้หมด กร่อนไปหมด

แต่ว่ากิเลสชนิดนี้มันกินใจ กิเลสอย่างนี้มันกินใจ กิน
จนหมด
คุณงามความดีทั้งหลายทั้งปวง ไม่เหลือเลย กินไปหมด จึงเปรียบเทียบให้ที่ โรงพยา.. เออ ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เมื่อวานนี้เอง เปรียบเทียบให้ฟัง สนิมกินเหล็ก กิเลสกินใจ กินจนไม่มี อ้า อะไรเหลือ มันกินหมด มีด ขวาน เหล็กทั้งหลายที่มันจมดินลงไปอยู่ในดิน ถ้ามันถูกเค็มๆ เปรี้ยวๆ บ้าง หรืออะไรบ้างก็ไม่งาม เกิดขี้สนิม จับเกาะ

มันไม่เกิดจากอะไร มันเกิดจากเหล็กนี่แหละ อ้า สีสนิมมันเกิดจากเหล็กนี่แหละ ไม่ ไม่เกิดจากอะไรเพราะเหล็กมันถูกความเค็ม ความเปรี้ยวความอะไรขึ้นมา ชื้นขึ้นมา ไม่มีใครทำความสะอาดให้มัน ไม่ได้ลับด้วยหิน ไม่ได้ฝนด้วยหินให้มันอล่องฉ่องแววอยู่อย่างนั้น รักษา น้ำมันทาไว้ด้วย ขี้สนิมก็ไม่ขึ้น อันหัวใจของเราก็เหมือนกัน เหมือนกับเหล็กแหละ ถ้าจะปล่อยให้ความโลภ ความโกรธ ความหลงกิน มันก็กินเอาเสียจนกร่อนๆ หัวใจกร่อน ไม่มีดีแล้ว จะไปทำให้ดีๆ ให้หมดสนิมสักทีก็ไม่หมด กินจนหมด จนเป็นดินธรรมดา เคยเห็นไหม เคียวเกี่ยวข้าว ที่มันฝังลงไปในดิน มีดที่เราใช้อยู่มันฝังลงไปในดินเราหาไม่เห็นไม่เจอ แต่หลายๆ ปี ไม่เจอเข้า โอ้ย มันเหลือแต่สันมัน คมมันหายไปไหนหมดแล้วเว้ย มันหายหมดแล้ว สนิมกินหมดแล้ว เอามาตีใหม่ มาทุบใหม่ มันก็ไม่เหมือนเดิม อ้า เพราะมันจะเสียคุณภาพมันไปแล้วโดยขี้สนิมกินมัน ดังนี้เป็นตัวอย่าง

ใจของเราไม่ใช่เหล็ก ใจของเราไม่ใช่โลหะอะไรเลย ก็มีความรู้เท่านั้นแหละ พอได้พูดกันรู้เรื่อง มันไม่ใช่เหล็กเนี่ย มันก็กิเลสก็กินได้ ความโกรธ มันก็เป็นสนิมชนิดหนึ่ง ราคะก็เป็นชนิดหนึ่ง โทสะก็เป็นขี้สนิมชนิดหนึ่ง โลภะ โทสะ โมหะ เป็นสนิมทั้งนั้นทำให้ใจกร่อน ทำให้ใจหมดคุณภาพ ไม่มีคุณภาพของใจ ใจที่ดีๆ มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ใจมีคุณภาพดีๆ ทำ ท่านทำใจของท่านให้ได้เป็นพระโสดาบันบุคคล สกิทาคา(มี) อนาคา(มี) อรหันต์ ไอ้พวกเหล่านั้นท่านขัดเกลาจิตใจของท่านให้หมดจดแล้ว ไม่มีอะไรมากินใจได้เลย ราคะก็ดี โทสะก็ดี โมหะก็ดี ความโลภของคน ความหลงไม่มี มันหมดแล้ว ท่าน ท่านขัดเกลาได้อล่องฉ่องไปเลย ไม่มีอะไรมาเกิดขึ้น ที่จะเป็นสนิมกินใจเราไม่มี ถึงว่าเป็นพระอริยเจ้าไง พระอริยเจ้าท่านขัดเกลาของท่านจนเกลี้ยงอล่องฉ่อง ไม่มีอะไรจะมาเกาะกินหัวใจของท่านได้แล้ว ท่านก็เป็นสุขล่ะสิปะเนี่ย ท่านขัดเกลากิเลสของท่านให้อล่องฉ่อง หรือว่าไม่มีมลทินอะไรที่จะมาเกาะกินใจได้เลย แล้วท่านก็สบายนั่น อริยเจ้าทั้งหลาย ท่านเป็นอย่างงั้น

พระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างขัดเกลาตัวเองมาหลายชาติ แล้ว ไม่ชาติเดียวเท่านี้ ขัดเกลามาทุกภพทุกชาติ และเคยเป็น มหากษัตริยาธิราชมาตั้งหลายชาติ อ้า

เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว อ่ะนะ

เต ชะ แล้วก็ พระเตมีย์ เคยเป็นพระเตมีย์

ชะ ชนก พระชนก ก็ได้ขัดเกลาตัวเองขนาดไหน

สุ สุวรรณสาม ก็ขัดเกลาตัวเองขนาดไหน

เน เนมิราช ก็ขัดเกลากิเลสอีกเหมือนกัน

วิ วิฑูรบัณฑิต ก็ขัดเกลาเหมือนกัน

เว เวสสันดร อันนี้ครั้งสุดท้ายของท่าน

 

ที่ใช้ชาติเป็นมหากษัตริย์อยู่ เต ชะ สุ เน มะ ภู จะ นา วิ เว ๑๐ ชาติ ที่ขัดเกลาตัวเองอยู่ เอาจิตใจขัดเกลากิเลสตัวเอง ความโลภ ความโกรธ ความหลง ราคะ โทสะ โมหะ อันมันมากลุ้มรุมจิตใจให้กร่อน

ท่านไม่เอาแล้วปะนี้ชาติสุดท้าย อ้า เป็นเวสสันดร แล้วปะนี้ถึงมาเกิดเป็นสิทธัตถะราชกุมาร เป็นชาติสุดท้าย มันแก่กล้า
ถึงขั้นมันแล้ว อยู่ไม่ได้ต้องออกผนวช ต้องประพฤติปฏิบัติพรหมจรรย์ให้เต็มที่ ขัดเกลากิเลสให้บริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ จึงได้ตรัสรู้เป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นในโลก แล้ววางพระศาสนานั้น คำสอนทั้งหลายนั้นไว้ให้พวกเรากำหนดจดจำเอา อ้า

พวกเรามันบารมียังไม่แก่กล้าถึงขนาดนั้น มันยังยุบๆ พองๆ อยู่นั่นแหละ ความโลภ ความโกรธ ความหลง มันยังมีอยู่ในตัวของเรา

เพราะฉะนั้นจุดประสงค์ของพระพุทธเจ้า จุดประสงค์ของครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านเสียสละเวลาของท่านออก ประพฤติปฏิบัติจนได้มรรคผลนิพพานตั้งเยอะแยะไป ไม่ได้ทำมาเกิดอีกแล้ว เพราะกิเลสนั้นท่านเบาบางแล้ว ความรักไม่มี ความชังไม่มี ความยินร้ายไม่มี ความดีใจเสียใจไม่มี ความโศกศัลย์ พรรณนาอะไรก็ไม่มี อล่องฉ่องใจบริสุทธิ์ อล่องฉ่องใจไม่มีกิเลส

อ้า เขาเรียกว่าอล่องฉ่องแล้ว มันสะอาดหมดจดขนาดนั้น อันนี้ของพระพุทธเจ้าท่านทำ เดี๋ยวนี้พระศาสนาของเรามันยังมีเต็มเปี่ยมบริบูรณ์อยู่ ไม่บกพร่องสักอย่าง ศีล สมาธิ ปัญญา ก็ยังมีอยู่อย่างงั้น แต่เรายังไม่ได้ขัดเกลาให้เต็มที่ เออ เพราะฉะนั้น
จึงขึ้นๆ ลงๆ อยู่ล่ะ อ้า

หลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้ หลงยินดี หลงหาทั้งตาปี ไม่รู้เบื่อเชื่อตัณหา หลงทุกสิ่งทุกอย่าง

หลงหนทาง หลงรัก หลงใคร่ หลงอยากได้ หลงยินดี หลงแสวงหาทั้งตาปี ไม่รู้เบื่อเชื่อกิเลสของตัวเอง ไปถึงก็ไปฉก ไปลัก ไปปล้น ไปจี้เขา ก็เพราะหลงนั่นแหละ หลงไม่รู้จักรักษาเนื้อรักษาตัว ปล่อยให้ความหลงมาย่ำยีหัวใจเสียซะจนบอบช้ำ จนเข้าไปติดคุกติดตะราง ได้รับอาชญา อย่างหนัก อย่างเบาหน่อย เขาก็กักขังเป็นเดือนเป็นปีไป อย่างหนักจริงๆ เขาก็ประหารชีวิตเลย ตายเลย เออ

อ้า เอาไว้ก็หนักโลก เขาอ่ะ เอาไว้หยั่ง ในโลกก็หนักโลกเขา เพราะฉะนั้นกฎหมายจึงว่าประหารซะเถอะ ถ้าเอาไว้ก็หนักโลกเฉยๆ อืม อ้า ก็ทำบาปต่อกันไปเรื่อยๆ ผู้ทำบาปก็ตายต่อกันไปเรื่อยๆ คนหนึ่งบาปแล้ว คนที่มาลงโทษผู้อื่นก็บาปอีกต่อไป ต่อไปอีกอยู่อย่างงั้นล่ะ ไม่รู้จักสิ้นจะเสร็จจบไปอีก เขาเรียกว่า

 

วัฏฏวน วัฏโกโลโก

โลกเนี่ยมันกลมมันกลมอยู่อย่างนั้น ก็ต้องตามใช้ชาติ ทุกภพทุกชาติไปเรื่อยๆ หนักก็มี เบาก็มี ผู้ที่เพิ่นเบาแล้วทั้งหลาย ไม่มีอาญาหนักแน่นขนาดประหารชีวิตไม่มี เพราะท่านเบาแล้ว ไม่มีโทษถึงประหารชีวิต อ้า ถ้าหากมันหนักหนาสาโหดจริงๆ เขาก็เอาไว้ไม่ได้ มันหนักแผ่นดิน เขาก็ทำตามกฎหมายตราไว้บัญญัติไว้ ฆ่าทิ้งเสียเถิด เอาไว้ก็หนักแผ่นดิน เออ หนักประเทศชาติ ทำให้พี่น้องในประเทศชาติเดือดร้อนเพราะคนคนนี้ล่ะ มัน กินฝิ่น กินกัญชา ยาเสพติดให้โทษ อ้า ทุกสิ่งทุกอย่างมันเอาเต็มตัวของมันหมดทุกอย่าง เป็นคนหนักแผ่นดิน อยู่ในแผ่นดินต่อไปก็อยู่ยาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเอาฝากธรณีไปซะเลย เคยเห็นไหม เขาเอาฝากธรณี ฝากแผ่นดินไปเลยอ่ะ บางทีก็เผา บางทีก็ฝังสดๆ ร้อนๆ ไป อ้า อย่างนี้ มันมีครบบริบูรณ์อยู่แล้วในเมืองไทยเรามีครบบริบูรณ์อยู่แล้ว อาญาทั้งหลายศาลอาญาทั้งหลาย อ้า ตั้งกรมกองขึ้นพิจารณาโทษ โทษานุโทษนั้นๆ ให้รับได้สม การกระทำของเขาเอง คนทำรุนแรงจนเกินไป ฆ่าเจ้าเอาของ อ้า

ฆ่าพระ เณร เถร ชี เหล่านี้ เขาก็ลงโทษอย่างหนักเหมือนกันตามกฎหมาย อ้า อ่ะ แต่ว่าจะใช้กรรมจบเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นพวกเราเป็นพุทธบริษัท เป็นผู้นับถือศาสนาพุทธก็ให้มีคุณสมบัติของพุทธอยู่ในหัวใจเราไว้ ให้มี

 

หิริ โอตตัปปะ

 

ให้มีพหุสัจจะ ให้มีจาคะ ให้มีปัญญา ขัดเกลาจิตใจของตัวเอง ช่วยครูบาอาจารย์ที่ท่านมาเทศน์ อย่าให้ท่านต้องเหนื่อยเลย เราขัดเกลาของเราเองอ่ะ ขัดเอาเองก็ได้หรอก ขัดเกลาเอาเองท่านเทศน์อยู่เรื่อยๆ

 

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

 

เพิ่นบอกไว้

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

 

ตัส๎มา เพราะเหตุดังนั้น จงสำรอก กาย วาจา ใจ ของตนให้บริสุทธิ์สะอาด ให้สังคมเบาใจในการกระทำของเรา ความประพฤติของเรา

 

ถ้าอันเลวร้ายจริงๆ เขาก็ไม่เอาไว้ เอาไปกักไปขัง เป็นแดน
ของเขา จะเป็นแดนของเขาต่างหาก เอาไปกักไปขังซะ ถ้าปล่อยออกมาก็เดือดร้อน ประชาชนเดือดร้อนแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินร้อนเป็นเพลิงเป็นไฟขึ้น อ้านั่น ก็มีการลงโทษกันวิธีนั้น เรียกว่า อาชญากรรมของตัวเองที่กระทำไว้ เอาไปทรมานเสียก่อน นั่นเป็นอย่างนั้น

ถ้ามันเหลือบ่ากว่าแรง เขาก็ไม่เอาไว้อีกล่ะ ร้ายแรงจริงๆ เดือดร้อนจริงๆ ประชาชนก็เดือดร้อน เดือดร้อนไปถึงพระเจ้าพระสงฆ์ ท่านอยู่ในวัดในวา ก็เดือดร้อนถูกข่มเหงรังแก ไปฉก ไปลัก ไปงัด ไปแงะสิ่งของตู้เตียงพังเป็นแถวไปอย่างนี้ก็มี อ้า อ้า มันหนักแผ่นดินไหม ถ้าทำอย่างนั้นหนักแผ่นดินไหม หนักใจของผู้ปกครองไหม ผู้ปกครองท่านหนักใจ ท่านจึงวางกฎหมายไว้ทุกระดับ ระดับสูงสุดก็ประหารชีวิต ระดับลดลงมาก็ถูกจำคุก ติดคุกติดตะราง

เท่านั้นปีเท่านี้เดือน อ้า ถ้าหนักหนาสาหัสแต่ไม่ถึงกับตายก็ขังลืม ไปขังลืมซะ อ้า ไม่ตัดสินง่าย ไม่ตัดสินให้ง่าย เพราะว่า ปล่อยออกมา ก็ทำระกำลำบากให้แก่เพื่อนมนุษย์ร่วมแผ่นดินเดียวกัน อ้า มีทุกระดับล่ะกฎหมาย กฎหมายของบ้านเมืองก็มาจากศีลจากธรรมแหละ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ เอามาปกป้องคุ้มครองประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ไม่ได้มารังแกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินแต่อย่างใด ต้องการให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอยู่ดีกินดี มีหลักมีฐาน มีน้ำใจ ทำมาหากินซื่อสัตย์สุจริต เป็นคนดีเป็นคนเบา เบาบางแล้ว ทำให้แผ่นดินเบาขึ้นแล้ว ถ้าทำให้หนักแผ่นดินก็อีกแหละ อ้า เกิดหนักแผ่นดินขึ้นมาก็ลำบาก ในศาสนาของเรา ศาสนาพุทธ จัดตั้งสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิต มีพระชนมายุอยู่ ก็นับเรื่องไม่ถ้วนที่ก่อให้เกิดความเดือนร้อนเกิดขึ้นในสังคม ศาสนา อ้า มีท่านอะไรต่ออะไร ก็พิจารณาให้อ่านพระไตรปิฎกก็จะรู้เรื่อง ว่าใครทำกรรมอย่างใดไว้ก็ต้อง ก็ต้องได้รับผลกรรมอย่างนั้น นี่ก็มีอยู่กฎหมายมีอยู่ อยู่ไปก็หนักแผ่นดิน

แต่ว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ลงโทษใครหรอก แต่ว่าการกระทำของตัวเอง มันลงโทษตัวเองจนถึงแผ่นดินสูบ แผ่นดินหนักหนาขนาดไหนทำไมไม่รับไว้ อ้า ต้องเอาลงแผ่นดินอยู่ แผ่นดินสูบไปก็มี พระเจ้าสุปปพุทธะ ก็ถูกแผ่นดินสูบ นางสิริมหามายาไม่ใช่ นางจิญจมาณวิกาก็ถูกแผ่นดินสูบ พระเทวทัต บวชเป็นพระแล้วก็ยังถูกแผ่นดินสูบไปอีก อ้า ดูสิกรรม

 

กัมมัง สัตเต วิภะชะติ กัมมุนา วัตตะติ โลโก

 

กรรมนั่นแหละ จำแนกแยกแยะให้เป็นไปตามกรรม ใครทำกรรมหนักไว้อย่างไร ก็ได้รับผลกรรมอย่างนั้น ขอให้ท่านทั้งหลายคำนึงให้ดีๆ คำนวณให้ดีๆ พิจารณาให้ละเอียดเสียก่อน

 

คิดดีๆ หวีให้เกลี้ยงเสียแล้ว จั่ง(จึง)ค่อยเดี่ยง(จัดแต่ง)เด้อ เพิ่นว่า อย่าเฮ็ด(ทำ)อี่มะลุยซุยฮึม อี่มะลึ่มซึ่มซึ อี่มะลึ่มจึ้มจึ อี่มะหล่องจ้องจั๋ง มันบ่ดีเด้

ต้องทำให้ละเอียดลออ ไตร่ตรอง ขบคิด พินิจพิจารณาด้วยวิชาความรู้อันชาญฉลาดของตัวเอง ไม่ใช่ทำตามน้ำ

เมืองไทยเรา การศึกษาหลายระดับจนถึงศึกษาสูงขึ้นไปก็มี ได้รับการศึกษาสูงก็ช่วยตัวเองได้ ถ้าได้ ได้รับการศึกษาต่ำ ก็อาจปู้ยี่ปู้ยำใส่ตัวเอง ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ลำบากน่ะ มันเป็นอย่างนี้

 

กัมมัง วิชชา จะ ธัมโม จะ สีลัง ชีวิตะมุตตะมัง

อิมัสสะ ธัมมะปะริยายัสสะ

 

ดังที่แสดงมา ก็ขอฝากให้พุทธบริษัททั้งหลาย นำไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งเอาตั้งใจงดเว้นละบาป บำเพ็ญบุญให้ถึงพร้อมทางกาย วาจา ใจ ไม่ได้บกพร่องเลย ต่อแต่นั้นก็จะได้ประสบพบเห็นแต่ความสุขความเจริญทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมทุกประการ รับประทานวิสัชนามา ก็ยุติโดยเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

อ้า เอา จะไปไหน เออ จะเอาลงเหรอ

พอๆๆ เอายังไง ให้มาเข้าใกล้ๆ

 

อุบาสก อบาสิกา แปลว่า ผู้เข้าใกล้พุทธเจ้า เข้าใกล้พระธรรม เข้าใกล้พระสงฆ์ อุบาสก อบาสิกา แปลว่า ผู้เข้าใกล้พระพุทธเจ้า เข้าใกล้พระธรรม เข้าใกล้พระสงฆ์ ถ้าเข้าใกล้ จะรู้เรื่อง รู้เรื่องกันดี ถ้าอยู่ห่างๆ ไม่รู้เรื่อง ไม่รู้เรื่องของพระคุณเจ้า ฉันอะไรได้บ้าง รับประเคนอะไรได้บ้าง เหล่านี้

ถ้าเข้าใกล้แล้วรู้เรื่อง รู้ราว ถ้าไม่เข้าใกล้ ไม่รู้เรื่อง เพิ่นฉันอะไร เพิ่นทำอะไร ยังไม่รู้เรื่องเลย อ้า เรียกว่าเป็นผู้ไกลจากศีล จากธรรม ไม่ได้ใกล้ศีล ใกล้ธรรมเลย ถ้าเข้าใกล้แล้วรู้เรื่อง รู้เรื่องของพระคุณเจ้าทั้งหลาย

ต่อไปมีอะไร

เลื่อนหลวงปู่มาใกล้ๆ อย่างนี้ จะทำยังไง

 

 

กัมมัง วิชชา จะ ธัมโม จะ สีลัง ชีวิตะมุตตะมัง

การงาน ๑ วิชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอันอุดม ๑

 

กัมมัง สัตเต วิภะชะติ

กรรมย่อมจำแนกสัตว์

 

กัมมุนา วัตตะติ โลโก

สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม

 

โอปะนะยิโก ควรน้อมเข้ามา

 

หิริ ความละอายแก่ใจ

โอตตัปปะ ความเกรงกลัว

 

อายุ อายุมาก (อายุมากดี อายุน้อยไม่ดี)

คือ มีพลังหล่อเลี้ยงชีวิตมาก แสดงว่ามีสุขภาพดี

วัณโณ สวยงามมาก

สุขัง สุขมาก

พลัง กำลังมาก

 

วัฏฏวน [วัด-ตะ-วน] วน เวียน หมุนวน

 

วัฏโกโลโก [วัด-ตะ-โก-โล-โก]

ความหมุนเวียนแห่งชีวิต วัฏสงสาร

 

อานิสงส์ของการรักษาศีล

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ

สิกขาบท ๕ เหล่านี้

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ถึงสุคติ

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้ไปถึงนิพพาน

ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย

เพราะฉะนั้น ศีล จึงเป็นสิ่งที่วิเศษ

 

ทศชาติชาดก

๑๐ ชาติสุดท้ายก่อนเป็นพระพุทธเจ้า

(เต)พระเตมีย์ผู้ทรงบำเพ็ญเนกขัมมบารมี

(ช)พระมหาชนก ผู้ทรงบำเพ็ญวิริยบารมี

(สุ)สุวรรณสาม ผู้บำเพ็ญเมตตาบารมี

(เน)พระเนมิราช ผู้ทรงบำเพ็ญอธิษฐานบารมี

(ม)มโหสถบัณฑิต ผู้ทรงบำเพ็ญปัญญาบารมี

(ภู)พระภูริทัต ผู้ทรงบำเพ็ญศีลบารมี

(จ)พระจันทกุมาร ผู้ทรงบำเพ็ญขันติบารมี

(นา)พระนารทะ ผู้ทรงบำเพ็ญอุเบกขาบารมี

(วิ)พระวิธูรบัณฑิต ผู้ทรงบำเพ็ญสัจจบารมี

(เว)พระเวสสันดร ผู้ทรงบำเพ็ญทานบารมี

๑๔