หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันเสาร์ที่ ๓ สิงหาคม ๒๕๕๖ เวลา ๑๗.๐๐ น.

ณ บริษัท เบนซ์อมรรัชดา จำกัด

 

 

ขอพูดถึงความเว้นซะก่อน เราขอถึงพระพุทธเจ้า ขอถึงพระธรรม ขอถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ที่นับถือเราไม่ถือสิ่งอื่นแล้ว บัดนี้เราขอเว้น สมาทานศีล เว้นจากอะไรเว้นจากฆ่าสัตว์ ทุกชนิดที่มีชีวิตและหัวใจดิ้นเป็นไปมาได้ เราเว้นไม่เบียดเบียนเขา ไม่ฆ่าเขา เว้นจากถือเอาสิ่งของ ของท่านผู้อื่น นั่นหมายถึง

 

 

อะทินนาทานา เวระมะณี

 

เว้นจากลักทรัพย์ ถือเอาสิ่งของ ของท่านผู้อื่น ที่เจ้าของไม่ได้อนุญาต หรือว่าให้ด้วยความเสน่หาไม่มี ไปถือเอาโดยพลการของตัวอย่างนั้น มันเป็น อทินนาทาน

 

 

มุสาวาทา ฯ

กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี

 

เว้นจากประพฤติผิดในกาม ผิดจากคู่ ผัวเมียของตัวเอง นอกใจภรรยา นอกใจสามี นั้นเรียกว่า ล่วงเกิน ผิดศีลธรรม

 

มุสาวาทา เวระมะณี

 

เว้นจาก การกล่าวเท็จคำไม่จริง และหลอกลวงอำพราง
ผู้อื่น ให้หลงเชื่อ โฆษณาปาวๆๆๆ ให้แต่ ล้วนแล้วแต่เป็นของโกหกกัน อย่างนี้ใช้ได้เหรอ เราอยู่ในสังคมมนุษย์ ผู้มีศีลมีธรรม อย่าโป้ปดมดเท็จ อย่าโกหกพกลมกันแต่อย่างใด

 

ข้อสุดท้าย หมายถึงว่า เว้นจากการดื่มกินสุราเมรัย อันเป็นเครื่องดองของเมา เป็นยาเสพติดและให้โทษ และกระทบกระเทือนไปถึงมันสมองด้วย คนกินเหล้าเมามายเต็มที่แล้ว
ไม่ได้เป็นคนดีอะไรเลย ชนโน้นชนนี้ไปเรื่อยๆ อะไรขวางหน้าขวางตาก็เตะไปเรื่อยๆ ชกไปเรื่อยๆ แน่ะ เนี่ยเรียกว่าชวนทะเลาะวิวาทไปเรื่อยๆ หากเป็นกันอย่างนี้ ดื่มน้ำเมาเข้าแล้ว สุราเมรัยเข้าแล้วเป็นคนเสียคนไปเลย หวังพึ่งอะไรก็ไม่ได้ แม้จะเป็นข้าราชการมีเงินเดือนเงินดาวน์สูงๆ ถ้าไปเสพของเหล่านั้นเข้าแล้ว ไม่ตั้งเนื้อตั้งตัวไม่ได้เลย เซซ้ายเซขวา แล้วจะบริหารงานของประเทศชาติได้เต็มที่หรือเปล่า หึหึ คนขี้เมาอย่างงั้นน่ะ ไม่ดี

เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกท่านจงสังวรระวัง ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวมุสาวาท ไม่ดื่มกินสุราเมรัย อันนี้มันเป็น ๕ เขาเรียกว่าศีล ๕ อ้า ศีล ๕ ข้อสมบูรณ์บริบูรณ์แล้ว สังคมมนุษย์ก็ดีกว่าสังคมสัตว์เดรัจฉาน ดีขึ้นมามากๆ เลย สัตว์เดรัจฉานนั้น เอารัดเอาเปรียบกันทุกอย่าง ขาดกันสะบั้นหั่นแหลก อ้า ทะเลาะวิวาทกัน ผิดไม่ผิดก็ไม่เกี่ยวขอมาใน... ล่วงล้ำในเขตแดนเรา ก็เป็นอันว่าแสดงฤทธิ์ออกมาเลยแหละ ไล่กัด ไล่ฟัน ไล่ทำร้าย ทุกอย่างนั้นเรียกว่าสัตว์เดรัจฉาน อ่ะ นี่เราเป็นมนุษย์ ไม่ใช่สัตว์เดรัจฉาน เราเป็นมนุษย์เป็นสัตว์ที่ประเสริฐมาก ประเสริฐกว่าสัตว์เดรัจฉานประเสริฐกว่าสัตว์อื่นๆ ในน้ำ ในบกก็ดี แต่เรายังไม่งดเว้น ยังเบียดเบียนเขาอยู่ อย่างนี้ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐยังไม่ได้เต็มที่ ยังเป็นผู้ขาดตกบกพร่อง เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น ทำความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น ให้แก่สัตว์อื่น ที่มีอำนาจวาสนาน้อยๆ ไม่มี เออ ยศถาบรรดาศักดิ์อะไรเลย อ้า เพียงแต่ต่อสู้ด้วยความดิ้นรนเฉยๆ หากว่ามีคนไปจับ มาปาดคอหรือหักขาหรือหักปีกอะไรนี่แหละดิ้นรนกระวนกระวาย อยากให้หลุดจาก...

 

(จัดไมค์) มันเป็นยังไง เสียงมันเป็นยังไง โอ้ มันดังไหม เอ้าก็เร่งให้เต็มที่สิ

 

นั่นชื่อว่าเบียดเบียนเขา เรามันมีปัญญา เป็นมนุษย์สูงสุดกว่าสัตว์เดรัจฉานทุกจำพวก สัตว์เดรัจฉานทุกจำพวก ความเป็นอยู่ของเขาต่ำกว่าพวกเรา เรายังไปเบียดเบียนเขาอยู่ ชื่อว่าสูงหรือเปล่าล่ะ ใจสูงหรือเปล่า ถ้าใจสูงจริงๆ แล้วก็อย่าได้เบียดเบียน ให้สัตว์อื่นได้รับความเดือดร้อนเลย เออ เออ

 

(จัดไมค์) คือเก่า อันนี้ก็ได้ มันเป็น นำความเร่งเสียงมันไว้ เอามาเปลี่ยนใหม่แล้วเสียงยังไม่ดีเท่าเก่า ไอ้เสียงแหลมๆๆๆๆ
ไม่ได้ยินทั่วถึงทุกคน มันจึงจะวิ่ง อ้า ธรรมะมันถึงจะวิ่งออกมาได้ ถ้าอย่างงั้นมันหนืดๆ อยู่ เขาจะเข้าใจไหม ได้ยินไหม เนี่ย อ้า ยังไม่เร่ง เร่งๆ ให้หน่อย เร่งเสียงให้หน่อย

 

เร่งสปีด(speed ความเร็ว)

เร่งสปีด(speed ความเร็ว)

 

(จัดไมค์) มันขึ้น หันขึ้นสิ เครื่องขยายอ่ะ เออ พอได้ยินทั่วถึง

 

เพราะฉะนั้น เบื้องต้นเราได้กระทำกันแล้ว ได้ทำไหว้พระอาราธนาศีล ต่อไปก็อาราธนา อาราธนาธรรมก็ว่าแล้ว

 

พ๎รัห๎มา จะ โลกาฯ

 

ว่าหรือยัง

 

พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี, สะหัมปะติ,

 

กันซะก่อน นั่นเขาเรียกว่า อาราธนาศีล อาราธนาธรรม

(อาราธนาธรรม)

ไม่ได้ยินอีกเหรอ เราหูหนวกเนาะ(นะ) อันนี้เขาเรียกว่าเทศน์ได้แล้ว อาราธนาเทศน์ เทศน์ได้แล้ว ตั้งใจฟังเทศน์เด้อ เสียงไม่ดี ก็จะทำยังไง เสียงไม่ดี ก็ไม่รู้ความหมาย ทำความนอบน้อมต่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซะก่อนอีกแหละ

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง

ทันโต เสฏโฐ มะนุสเสสุ

อิมัสสะ ธัมมะปะริยายัสสะ อัตโถ

สาธายัสมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ

อนุสนธิพระสัทธรรมเทศนา มีบุพพาประ สืบเนื่องมาจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบรมครูของ ของโลก ของศาสนาพุทธของเรา อันเป็นพระบรมครู เป็น ไม่มีครูอื่นยิ่งไปกว่าพระองค์ได้ ท่านจึงนำมากล่าวสั่งสอนพวกเวไนยนิกรให้รู้ธรรมะชั้นต่ำที่สุด ชั้นกลาง ชั้นสูงที่สุด จนถึงมรรคผลนิพพาน โน่น เรียกว่ากล่าว

เพิ่นเตือนไว้หมด และก็บัญญัติไว้ พระวินัย พระธรรม ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ สุดวิสัยที่เราจะเล่าเรียนศึกษาให้จบให้สิ้นได้ แต่เอาแต่เรื่องที่จำเป็นๆ มาพูดกันเนี่ยพวกเราประพฤติปฏิบัติกันอยู่เนี่ย เอามาคุยกัน เอามาทำความเข้าใจซึ่งกันและกันซะก่อน ถ้าไม่เข้าใจแล้วก็ฝ่าฝืนอยู่อย่างนั้นแน่ะ แม้แต่รับศีลอยู่ ก็ยังฝ่าฝืนอยู่

 

ปาณาติปาตา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

 

ยังไม่จบ แต่ว่าตายไปหลายตัวแล้ว สัตว์อื่นนะ เราจะเว้นจากการฆ่าสัตว์ทุกชนิด ด้วยเจตนา ด้วยใจของเรา ด้วยกายของเรา ไม่ให้สัตว์อื่นต้องตาย เพราะการกระทำของเรา และว่ายังไม่จบแต่มันก็ตายไปแล้ว ตบอะไรมันก็ตบ (เสียงตี) ตีมันนะ ยุง

 

ปาณาติปาตา เวระมะณี

 

คำพูดคำนั้นเลยเป็นหมันไป เลยไม่ศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย

 

อะทินนา ฯ กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ

 

ก็เหมือนกัน ต้องเว้น เว้นจากการกระทำอย่างนั้น มันจึงเป็นศีล ถ้าเราไม่เว้น ว่าแต่ปาก มันจะเป็นศีลไหม ไม่เป็นศีลเทวดาหัวเราะเรานะ เทวดาหัวเราะเรา เราล่วงเกินในขณะที่กำลังรับศีลอยู่ อ้า ตบยุงเปี๊ยะไป (เสียงตี) บี้มด บี้อะไรให้มันตายไปต่อหน้าต่อตา นี่เทวดาหัวเราะ โอ้ พวกนี้รับศีลเฉยๆ แต่ไม่เว้นเลย ไม่เว้นจากการกระทำด้วยกายวาจาใจ และบางทีอาจจะสั่งให้คนอื่นกระทำก็ได้ อ้า ไปฆ่าสัตว์มาให้กินนะเว้ย อยากกินสัตว์เว้ย อ้า อยากกินกุ้ง อยากกินซิว อยากกินมดดำมดแดง อยากกินรังต่อรังแตน ไปอยากกินอันนั้นนี่ เราไม่ได้กระทำ แต่ขอให้ผู้อื่นไปทำมาให้ อย่างนี้มันก็ โอ้ย ว่าแต่ปากมัน ไม่เว้น

ขอให้เว้นจริงๆ เถอะ เว้นให้ได้จริงๆ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ตัดชีวิต ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่ว่ากล่าวมุสาวาท โป้ปดมดเท็จ ไม่ดื่มกินสุราและเมรัยจนตลอดยาเสพติดให้โทษทุกชนิด เราก็งดก็เว้นไป ผิดทั้งศีลธรรมด้วย ผิดทางกฎหมายด้วย อ้า หากเป็นคนกินยาเสพติดให้โทษทั้งเมือง มันจะเป็นยังไง เขาเอามามอมเมาเมืองไทยเรา เพื่อให้กำลังของชาติไทย ไม่มี เป็นอัมพาตอัมพฤกษ์ไป กำลังของชาติ ตำรวจก็ดี ทหารก็ดี ลูกเสือชาวบ้านก็ดี อะไรก็ดี เป็นคนตกอยู่ในอำนาจของยาเสพติดให้โทษหมดแล้วเป็นยังไง การปกครองจะอยู่หรือเปล่า

ปกครองให้สงบได้หรือเปล่า อ้า ก่อการร้ายกันที่นั่นที่นี่ตรึมที่นั่น ตรึมที่นี่อยู่เรื่อย ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ เป็นไปทุกภาค ก็เพราะมันไม่เว้น ไม่เว้นจากการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเพื่อหวังกอบโกยทรัพย์สมบัติใส่ตัวเอง เพื่อมีอำนาจยิ่งใหญ่ของตัวเองก็เลยกลัวคนอื่นจะใหญ่กว่า ก็แย่งชิงอำนาจวาสนาซึ่งกันและกัน ก็เกิดสงครามกันเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น พวกเราต้องสำนึก ให้สำนึกเสมอว่า

การเบียดเบียนซึ่งกันและกันนั่นมันผิดศีล ผิดธรรมผิดวินัย ผิดกฎหมายบ้านเมือง เอาอะไรมาปราบปรามไม่อยู่ ถ้ามีเจตนารุนแรง เอาอะไรมาปราบปรามก็ไม่อยู่ นอกจากศีลธรรมเท่านั้นแหละ ขอให้ถือศีลถือธรรมกันจริงๆ งดเว้นกันจริงๆ มันก็สงบลงเอง การก่อการร้าย ทำร้ายร่างกาย ทำร้ายทรัพย์สินต่างๆ จุดเล้าเผา เผา เผาบ้าน เผาตึก เผาราม เผาช่อง เผาสถานที่ทำราชการต่างๆ เหล่านี้

มันเกิดขึ้นเพราะความแรงริษยา อิจฉา อ้า บังเบียด ซึ่งกันและกัน มันเกิดแรงขึ้นมาล้างจิตใจ รุนแรง เราไม่ระงับ ถ้าเราไม่ระงับ ก็อาจจะเป็นไปอย่างเขา ถ้าเราระงับแล้วก็เฉยอยู่สบาย ยิ้มฟัง เขาทำร้ายร่างกายกัน เราก็ยิ้มฟังเท่านั้น เราไม่มีเจตนาที่จะทำร้ายร่างกายผู้อื่น ทำร้ายทรัพย์สินของบ้านเมือง อ้า ทรัพย์สมบัติ ทรัพย์สมบัติแผ่นดิน ทรัพยากรของแผ่นดินเหล่านั้น ก็ล้วนแล้วแต่สร้างขึ้นทำขึ้น เพื่อความสะดวก เพื่อความสบายของบ้านของเมืองเรา ให้ได้รับความสบาย ความสะดวกสบาย

ดูสิ อ้า แข่งขันกันอยากจะเป็นใหญ่เป็นโต ถ้าผู้ใดใหญ่กว่าเรา ไม่ได้ อ้า พยายามใส่ร้ายป้ายสี ยุให้รำ ตำให้รั่ว ยั่วให้แตก แยกให้ออก อย่าให้มีกำลัง ให้มีเราคนเดียวเท่านั้นอย่างนี้ เรียกว่าคิดผิดหรือคิดถูก คิดอย่างนี้คิดผิดหรือคิดถูก ทำลายบ้านเมืองของตัวเอง สาธารณประโยชน์ มีใช้ร่วมกัน ถนน หนทางไฟฟ้า น้ำประปา อะไรต่ออะไรใช้ร่วมกันทั้งนั้น ถ้าจะไปคิดร้ายหมายผลาญแล้วก็ทำลายทรัพย์สมบัติ ทรัพยากรของแผ่นดินไปด้วย เพราะว่าความแค้นกัน อย่างนี้ถูกต้องแล้วหรือ ไม่ถูกต้องเลย

เพราะฉะนั้น ฆ่าความโกรธได้แล้วอยู่เป็นสุข ฆ่าความอิจฉาริษยาพยาบาทผู้อื่น ในหัวใจของเราให้มันตายซะ อย่าให้มันมีอย่างนั้นเราก็อยู่เป็นสุข

 

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

 

น่ะ บทๆ บทสรุปเพิ่น

 

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

 

แม้บุคคลจะมีโภคสมบัติ เจริญด้วยโภคสมบัติก็เพราะศีล
เจริญด้วยทรัพย์ก็เพราะศีล

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย

 

เพราะเหตุดังนั้น เราต้องสมาทานตั้งมั่นในศีล เอาศีลเป็นเครื่องป้องกัน เอาศีลเป็นผู้ช่วยระงับบาปทั้งหลายทั้งปวง อย่าให้มันกำเริบขึ้นมาเป็นพิษเป็นภัยแก่ตัวเอง เป็นพิษเป็นภัยแก่สังคม ถ้าไปลุอำนาจแก่ความอิจฉาริษยาพยาบาทแล้ว เอามันไม่อยู่นะ มันก็ไปตามความปรุงแต่งของมัน พยาบาทก็พยาบาท อาฆาตก็อาฆาต จองเวรจองกรรม ก็มีมาพร้อม

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

เพิ่นก็บอกไว้ว่าอย่างนั้น ความสุขจะเกิดมีก็เพราะฆ่าบาปทั้งหลายไปหมดแล้ว มีแต่ความสุข สุขอื่นยิ่งกว่าความ ฆ่ากิเลสตายแล้วไม่มี ฆ่ากิเลสให้มันไปซะ ความอิจฉาพยาบาททั้งหลายก็ฆ่าให้มันหมดซะ อย่าให้มันมีในหัวใจของเรา

 

สามีภรรยาอยู่ใกล้ๆ กัน ก็ชวนทะเลาะเบาะแว้งกันอยู่เรื่อย อย่างนี้จะมีความสงบสุขไหม อ้า ไม่มี ไม่มีความสุข สงบสุขเลย เออ เรารักกันหนา เราจึงอยู่ด้วยกันมา อย่าทะเลาะเบาะแว้ง อย่าอาฆาตบาดถลุงซึ่งกันและกันเลย อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง คิดดู สัตว์เดรัจฉานบางอย่างบางชนิด พวกผึ้งพวกต่อ พวกแตน พวกแมลงต่างๆ มันช่วยกันสร้างรวงสร้างรังของมัน ด้วยความสามัคคีดีต่อกันจริงๆ ไม่เกี่ยว เวลาทำงานไม่เกี่ยวกับจิตอาฆาตมาดร้ายใครเลย บินไปหาอาหารมาเลี้ยงลูก สร้างรวง สร้างรวงรังให้เป็นหลักเป็นฐาน จะชนกันบ้างในบางสมัย ชนกันก็ช่างมัน ตกลงไป จากรวง จากรังไป ก็ยังไม่มาถาม ใครชนกู ใครมาเบียดเบียนกู อ้า ก็ไม่เคยว่า ไม่มี พวกสัตว์เดรัจฉานนับถือน้ำใจมันอยู่เนาะ(นะ) อืม พวกสัตว์เดรัจฉานทุกจำพวก มักจะมีความเมตตาปรานี กลมเกลียวสามัคคีกันดีทำรวง ทำรัง อะไร ไม่ได้มีอิจฉาพยาบาทอาฆาตซึ่งกันและกันเลย

อโหสิให้กันตลอด จนรวงนั้นหมดลูกหมดเต้าไป แต่ก่อนลูกโตหมดแล้ว มันก็ร้าง ไปก่อร่างสร้างที่ไหนใหม่ น่ะ มีความสามัคคีดีต่อกันจริงๆ ให้อภัยซึ่งกันและกันเวลาชนกันขึ้นมา บินชนกันหรือเดินชนกัน ไม่ ไม่ว่าใครเก่ง ใครไม่เก่ง ไม่มี อ้า ไม่เอารัด ไม่เอาเปรียบซึ่งกันและกัน ไขว่หาคว้าหา ตั้งแต่ของกินไปเลี้ยงตัวเองและเลี้ยงลูกเท่านั้นแหละ หาแน่วมาเลี้ยงลูกเท่านั้นแหละ พวกผึ้ง พวกต่อ พวกแตน คว้าหาแต่ของที่จะมาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงลูกอ่อนเท่านั้น

 

ให้มันโตขึ้นมา มันโตขึ้นมาได้แล้ว มันก็กัดรังออกมา กัดรังออกมา แล้วก็มาฝึกบินอยู่ประเดี๋ยวเดียว เออ มันก็บินไปอีกแล้ว ไม่รู้สอนกันยังไง มีโรงเรียนสอนกันหรือเปล่า อ้า เวลา เวลาลูกเกิดมา มีการสอนกันหรือเปล่า ต้องหาเหยื่อมาป้อน หาเหยื่อมาให้กิน ให้มีกำลังแข็งแรง อ้า ออกมาช่วยกันสร้างรวงรังต่อไป อ้า มีร้อยก็เกิดมาเป็นร้อย มีพันก็เกิดมาเป็นพัน เป็นจำนวนมาก

แม้ศัตรูเข้ามาทำลายถึงรังมัน มันก็กรูกันเข้ามาทันทีไม่รีรอ เออ แม้แต่ช้างยังกลัวมดแดง เพิ่นบอกไว้บางแห่งว่า มดแดงนี่ทำรังของตัวอยู่ในป่า แต่เผอิญลมพัดมา ลมพัดมา มาพาพังเอารังของมดแดงนั่น ลงหมดทั้งม้วนเลย ลงมาทั้งต้นเลย ช้างตัวใหญ่ขนาดไหนปะเนี่ย ตัวใหญ่จริงๆ ก็มาขู่ตวาด เฮ้ย พวก... เด็กน้อยๆ พวกน้อยๆ สัตว์น้อยๆ เหล่านี้ อย่ามาขวางทางเรา ทำไม เดี๋ยวพี่จะทืบด้วยเท้าทีเดียว ก็หมดทั้งรังเลย ขู่ ขู่ มดแดงก็ฉลาดเนี่ย เออ มันขนาดนี้หรือช้าง เบียดเบียนสัตว์เล็กสัตว์น้อยขนาดนี้หรือ เอาให้เข็ดสักหน่อยดีเว้ยพวกเราทำยังไง เอ้า ก็ขอแรง ขอแรงช้างแหละ ช่วยยกรังมดแดงเนี่ยเท่าเนี้ย ขึ้นง่ามนู้น ง่ามไม้ซะก่อน อืม ข้าแต่ช้างเจ้าขา ขอความเมตตากรุณา ช่วยยกรังขึ้นง่ามไม้ให้หน่อยเถอะ พวกข้าพเจ้าฉุดดึงยังไงก็ไม่ไป ถ้าท่านผู้มีกำลังวังชาอย่างนี้ ช่วยจับเอารังมดแดง ขึ้นใส่ง่ามไม้นู้น เอารังนั้นขึ้นไม้นู้น ก็ฟังคำขอร้องของสัตว์น้อยๆ ... โอ้ เออ เขาพูดดีเหลือเกิน ขอ ขอความช่วยเหลือหน่อยเถอะเนี่ย ก็ใจอ่อน คำขู่ ลืมคำขู่ของตัวกู ว่าจะกระทืบเขาด้วยเท้าในทีเดียว ก็แหลกไปหมดทั้งรัง นั้น เรียกว่าขู่ ปะเนี่ยคำหวานของมดแดงยังมีอยู่

อ้า โอ้ย ข้าแต่ช้างเจ้าขา ข้าแต่ช้างเจ้าขา ช่วยเมตตากรุณาช่วยยกรังขึ้นให้ไปอยู่ที่ปลอดภัยหน่อย เดี๋ยวนี้อยู่ขวางทางเขามันตกลงมา ลมพัดมา เอ้า ช่วยกันฉุดช่วยกันดึงก็ไม่ไป ไม่ได้ช่วยดึงรังนี้ขึ้น มดทั้งรังก็ดึงไปไม่ได้ เพราะรังมันใหญ่ ลูกมันหลายอยู่ในนั้น น้ำหนักมาก ดึงยักแย่ยักยัน ยังไงก็ไปไม่ได้ ถ้าถ้าช้างเมตตากรุณาช่วยยกรังนี้ขึ้นง่ามไม้ให้หน่อย อ้า เออ พูดดีจาดี เว้ย เออ เอ้า ยกก็ยก อืม แต่ว่ามีไอ้ มดปัญญาดี ผู้รักษาหมู่หนึ่ง อ้า ช้างตกลงจะยกรังมดแดงให้แล้ว เอาสักหน่อยพวกเรา ขู่เราเหลือเกินว่า จะเหยียบเราแหลกทั้งรัง

บัดนี้ก็ ได้นัดหมายกันแล้ว เขาก็ยก ช้าง ช้างก็มายกรังนั้นขึ้นใส่ง่ามไม้ ใส่ง่ามไม้ จนไม่ตกล่ะ ใส่ง่ามไม้ให้ไม่ตก แต่ว่าช้าง โอ้ มดแดง มดแดงก็พยักหน้าใส่กัน เอาล่ะ เอา ช้างให้หายพยศน่ะ ขี้โกงสักหน่อยดีไหม ทำยังไง พอมันกำลังยกใส่อยู่อย่างงั้น พวกเราก็วิ่งออกจากรังให้หมด เข้าในรูจมูกมัน เข้าไปในรูจมูก ทั้งหมดแหละ มีเท่าไหร่เข้าไปหมด เข้าไปๆ

พอเขายัดรังมดได้ที่แล้ว แต่ แต่ว่า มดแดงทั้งหลายชวนกันได้แล้ว ให้วิ่งเข้าในงวงจนสุดนู้นล่ะ จนสุดจมูกนู้นล่ะ แล้วกัด ช่วยกันกัด แล้วเยี่ยวทา เออ พากันรุมกัดกันในรูจมูกของช้าง มันจะมีเท่าไหร่กัดทุกหนทุกแห่ง กัดแล้วก็เยี่ยวทา เยี่ยวใส่เลยปะเนี่ย เยี่ยว จิ๊ดๆๆ มันส้มๆ มันเปรี้ยวๆ ไปถูกจมูกแดงๆ จมูกไม่มีหนัง ไม่มีอะไร มีแต่จมูกเฉยๆ

โอ้โฮ ช้างหมอบราบคาบหญ้าลง อ้า ก็ยอมสารภาพผิดว่า ข้าแต่มดเจ้าขา ข้าใหญ่แต่กายาเท่านั้น อ้า ไม่เมตตากรุณาสัตว์น้อยๆ ยอมแล้ว หมอบราบคาบหญ้าแล้ว เรายกมด รังมดช่วยแล้วๆ อย่าได้ทำลายข้าพเจ้าเลย มันเจ็บแสบในๆ รูจมูกใหญ่ๆ มันเต็ม เข้าไปเต็ม มดกัด เยี่ยวทา กัดแล้วเยี่ยวทา เอาช้างตัวมหึมาขนาดนั้นยอมราบคาบหญ้า ยอม อ้า ข่มขู่เด็กน้อยเลย นั่นๆ เป็นอย่างงั้น

อ้า อันนี้ก็เหมือนกันล่ะ ถ้าพวกเราจะถือว่าเราใหญ่ เราโต มีอำนาจวาสนาใหญ่โต ใครจะมาดูหมิ่นถิ่นแคลน อ้า ข่มขู่เราอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ได้ ก็คนก็มีกิเลสทุกคน คนเรามีความรู้สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานเนี่ย ไอ้เรื่องจะตอบบุญแทนคุณน่ะ ไม่ต้องหวังหรอก อ้า ก็ไปข่มขู่เขา เขาก็เอาให้เข็ดเลย ไม่ใช่เข็ดเฉยๆ ตายเลย อ้า ส่งถึงเมรุเลย ตายเพราะลูกน้องก็มีจำนวนมาก เจ้านายดุร้าย เอามาเอาความโมโหโกรธามาบีบบังคับ ให้อยู่ใต้สนับอำนาจของตัวเอง ลูกน้องมันโกรธเป็นเหมือนกัน ลูกน้องมันโกรธเป็น มันก็แก้แค้นด้วยศาสตราอาวุธ ใหญ่ๆ โตๆ มัน... อาวุธทันสมัย สมัยนี้ปืนก็ดีๆ ระเบิดก็ดีๆ ทั้งนั้นทุกอย่าง ทันสมัยทุกอย่าง ถ้าๆ ข่มขู่เขาด้วยอำนาจกิเลสของตัวเอง โมโหโกรธามันก็ปรายนา(พ่ายแพ้ที่สุด) ในครั้งสุดท้าย

เพราะฉะนั้น จงหาหันหน้าเข้าหากัน เมตตากัน อ้า เหมือนพี่เหมือนน้อง สงเคราะห์สงหากัน เหมือนพี่ร่วมท้องน้องร่วมไส้กันจริงๆ การปะทะกัน หรือประหัตประหารกันก็จะไม่มีเกิดขึ้น

อย่างในหลวงของเรา ในหลวงผู้เป็นใหญ่ในประเทศ ไม่เคยคิดอิจฉาริษยาลูกน้องแต่อย่างใด อ้า มีตั้งแต่จุนเจือ อุ้มชูให้ทำงาน ให้รางวัลเป็นเครื่องทำงานค่าแรง ให้รางวัลสูงๆ เงินดาวน์เงินเดือนสูงๆ มีอยู่มีกิน อย่าไปทำความเดือดร้อนแก่ไพร่ฟ้าประชาชนทางอื่น เรามีปัญญาทำมาหากินมีเงินดาวน์เงินเดือนกิน พอให้เขาได้รับพึ่งบารมีเราบ้าง อย่างนั้น อ้า

นี่ ในหลวงท่านมีความคิดอย่างนั้น ให้ประชาชนไพร่ฟ้าประชาชนได้พึ่งใบบุญและบารมี อ้า ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชนแต่อย่างใดหรอก ประชาชนเดือดร้อนที่ไหนๆๆ ก็คิดหาหนทางช่วยเหลือ

จนได้สูตรฝนเทียมขึ้นมาเพื่อจะช่วยเหลือประชาชน ได้สูตรฝน ฝนเทียมขึ้นมา ก็ทดสอบดูได้ผลหรือเปล่า เอาน้ำแข็งผงใส่เครื่องบินไปโปรย เวลามัน เมฆมาทางนั้นๆ โปรยใส่
ลมอุ้มเอา อ้า ฝนนั่นแหละ ไปๆ ไปตกในที่มันแห้งกันดารที่สุด ได้รับผล ทำไร่ทำนา ทำไร่ทำนา ทำเรือกทำสวน ทุกอย่าง เพาะปลูก ทุกอย่างได้กินผลทุกอย่าง ดังนี้

ความเมตตาปรานีของท่านนั้นเอง อ้า ท่านจึงได้คิดหาสิ่งที่จะช่วยเหลือไพร่ฟ้าประชาชน ความเมตตาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งให้เองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัย สู่แดนดิน อย่างนั้น อันนี้เป็นน้ำพระทัย ของผู้ปกครองบ้านเมืองของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ไพร่ฟ้าประชาชน ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า ไม่ใช่อย่างงั้น อ้า ไม่ใช่อย่างงั้น ไม่แช่ง ไม่ด่าอะไรทั้งนั้นล่ะ หาสิ่งที่บำบัดบรรเทาทุกข์บำรุงสุขให้แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน นี่เรียกว่าความเมตตาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งให้เองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน ฉะนั้น อันพวกเราอยู่ใต้ร่มพระบารมีของ พระคุณท่าน พวกเราจะ ทะเลาะวิวาทกันไปทำไม ทะเลาะวิวาทกันเรื่องอะไร เรื่องการเรื่องงาน เรื่องชิงดีชิงเด่นกัน มีอำนาจวาสนาเหมือนกัน ได้ฝึกปรือมาเหมือนกัน

เรื่องรบราฆ่าฟัน ท่านเก่งเหมือนกัน สามารถจะต่อต้านข้าศึกศัตรูได้เป็นอย่างดี ท่านก็มีตั้งแต่บำรุงกำลังของทหารกำลังของตำรวจ กำลังของอาสาสมัครทุกหน่วยการ ให้บำเพ็ญงาน อ้า ให้ลุล่วงถึงเป้าหมาย ได้รับความสุข แต่ว่าความทำ ความเดือดร้อนแก่กันและกัน อย่าเลย อย่าทำความเดือดร้อนแก่กันและกัน อย่าปล้น อย่าสะดม อย่าลัก อย่าขโมย อย่าปล้นจี้ซึ่งกันและกัน ใช้ศาสตราอาวุธอย่างทันสมัย อ้า ถ้าใช้ไปตามอำนาจของความโกรธ บ้านเมืองก็บรรลัยเท่านั้นแหละ มันศาสตราอาวุธร้ายแรงมากสมัยนี้ เครื่องบินก็ทันสมัย ระเบิดก็ทันสมัย อ้า ปืนก็ทันสมัย ทุกสิ่งทุกอย่างทันสมัยไปหมด อ้า ไม่มีใครดีกว่าใคร ชาติไหนก็ดี มีอาวุธศาสตราเหมือนกัน

เพราะฉะนั้น สุขโข จะมีความสุขเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์ ก็เพราะความเมตตาปรานี ความเมตตาปรานี จะมีใครบังคับก็หาไม่ ให้มีความเมตตาจริงๆ จังๆ ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอยู่ที่ไหนๆ ก็มนุษย์ด้วยกัน ควรสงเคราะห์สงหากัน ตามมีตามได้ช่วยเหลือกันในเมื่อเขาลำบากมา อ้า ให้ได้ช่วย อันนั้นท่านก็ภาคภูมิใจแล้ว ผู้เป็นพระเจ้าอยู่หัว ผู้ปกครอง ผู้ปกครอง ผู้หลักผู้ใหญ่ มีหน้าที่จะคิด คิดหาหนทางช่วยไพร่ฟ้าประชาชนเท่านั้นแหละ จึงจะถูกต้อง มิได้มีเจตนาจะข่มเหงรังแกไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินแต่อย่างใด ต้องการช่วยเหลือจริงๆ อ้า ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบแต่อย่างใด แต่พวกเราอยู่ใต้ร่มพระบารมีของพระองค์ก็ควรจะสาธุการ เยินยอ สาธุการกับท่านผู้บารมีสูง อ้า ท่านเมตตาเราอย่างขนาดเสียสละชีวิตเลือดเนื้อ แลกเอาผืนแผ่นดินไว้ให้เราได้อยู่ ได้ทำมาค้าขาย ได้อยู่ได้อาศัยนั่นแหละ เราจะตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างไรบ้าง เจ้านายผู้ปกครองเรา ท่านก็มีเมตตาเหมือนกัน เราจะเอาอะไรตอบแทนบุญคุณของท่าน หยาดเหงื่อแรงงานเราเท่านั้นแหละ เงินทองเราก็จนๆ ยากๆ จนๆ ลำบากลำบน จะสร้างอะไร จะทำอะไรก็ต้องอาศัยความเมตตาปรานีของผู้อื่นเขา จึงทำรอดมาได้ สร้างวัดสร้างวาสร้างเสนาสนะ ที่อยู่ที่อาศัย ก็อาศัยชาวบ้านผู้มีศรัทธา เขาช่วยเหลือ มันจึงสำเร็จลุล่วงมาด้วยดี เป็นหลักเป็นฐาน แน่นหนามั่นคง ได้อยู่สุขสบายเพราะศรัทธาญาติโยม แม้ชีวิตความเป็นอยู่ การอยู่การกิน ก็อาศัยศรัทธาของญาติโยมผู้มีศรัทธา
ความเชื่อ ความเลื่อมใส เขาให้บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานะเภสัช(ยารักษาโรค) หรืออะไรก็ดี เขาให้ เขาให้ทุกวันๆ ไม่ให้อดให้อยากอะไรเลย

เพราะฉะนั้น พวกเราจะตอบแทนบุญคุณผู้มีศรัทธา อย่างไรบ้างล่ะ เราจะทำตอบแทนบุญคุณของศรัทธาญาติโยมยังไงบ้าง ญาติโยมเป็นผู้มีศรัทธาแรงกล้า อุปถัมภ์บำรุงแก่สมณะ ชีพราหมณ์ไม่ให้อดอยากปากแห้งแต่อย่างใด พวกเราก็ปฏิบัติตนให้สมควรแก่ฐานะของตัวเอง อ้า อย่าไปเบียดเบียนรังแกชาวบ้านเขานั่นแหละ ที่ไปต้มตุ๋นชาวบ้านเขาก็มี เขาก็โกรธเอาเนี่ย เขาโกรธ เขาแก้แค้น แล้วเราจะมีปัญญาป้องกันได้อย่างไร เรามีแต่มือเปล่าๆ ไม่มีศาสตราอาวุธ ไม่มีปืน ไม่มีหอกดาบอะไรเลย ยวดยานพาหนะก็ไม่มี ก็ต้องอาศัยผู้อื่นเขา อ้า ถึงได้มา แม้มาที่นี่ก็อาศัยรถเขา อ้า ให้มา ก็ได้มาที่นี่ตามความปรารถนา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละให้ ขับรถมาให้

โอ้ ถ้าไม่มีผู้ช่วยเหลือจะเป็นยังไง ก็เป็นเหยื่ออีแร้ง กาเท่านั้นแหละ มันตาย ตายแล้วเขาก็กลุ้มรุมกันมา ต่างยื้อคว้าเอาไปกิน หึหึ ตายแน่ๆ เออ พวกเราอย่าอวดดีกับญาติโยม ขอให้เอาอกเอาใจญาติโยม เมตตาญาติโยม เพิ่นก็บอกไว้เหมือนกันคำสอนพระพุทธเจ้าเพิ่นว่า

 

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

 

โลกนี้จะอยู่ได้ ด้วยความสุขสนุกสนานสำราญบานใจ อาศัยความเมตตาปรานีอารี(อา)รอบ เมตตาปรานี พระเจ้าพระสงฆ์ภิกษุสามเณร ผู้ไม่มีหนทางที่จะ อืม ทำมาหากินอย่างอื่นมีแต่บิณฑบาต เขาเมตตาปรานีเราก็มีอยู่มีกิน ถ้าเขาไม่เมตตาปรานี เขาไม่เหลียวแลหรอก ทำยังไง กลืนน้ำลายทั้งตัว ไม่มีอะไร นั่งกลืนน้ำลาย อยากอะไรก็นั่งกลืนน้ำลายอยู่เฉยๆ อ้า จะไปสั่งให้เขาซื้ออันนั้นมาให้ ซื้ออันนี้มาให้ เงินก็ไม่มีสักสลึงทำไง เออ ก็แล้วแต่ผู้มีจิตศรัทธาที่เมตตาปรานีอารีรอบ อารีรับ โอบอ้อมอารีเรา อุ้มชูเรา ตั้งแต่บวชเข้ามานี่ก็ได้ ๖๐ กว่าปีแล้ว บวช พ.ศ. ๒๔๙๑ ๒๔๙๑ แต่เดี๋ยวนี้มันเป็นเท่าไหร่แล้ว ๕๕๖ ปีแล้วก็เท่าไหร่แล้ว มาลบกันดู ก็ได้ ๖๐ กว่าปีแล้ว อาศัยผู้อื่นเลี้ยงดูมา ๖๐ กว่าปีแล้ว เขานิมนต์ไปกินที่นั่น ไปฉันที่นี่ ไปช่วยไปเหลือดูแลเขา ให้ความอบอุ่นเขาแค่นั้น อาศัยผู้อื่นเลี้ยงดูมา เพราะฉะนั้น อย่าทำให้ญาติโยมเสียอกเสียใจ พวกเราเป็นพระ อ้า ให้สงเคราะห์สงหาด้วยธรรมะธัมโมไป อามิสบูชา ธรรมบูชา ให้เขามีความสุขเท่านั้นล่ะที่จะต้องการประสงค์ อ้า นิมนต์ไปไหนก็ไป ไม่ขัดใจ อ้า ไม่ขัดใจชาวบ้านเขา เขาต้องการยังไงๆ ก็ทนเอา สู้เอา นิมนต์ไปเทศน์ที่นั่นที่นี่ก็ไป อ้า ไปแสดงธรรมะบ้าง ธัมโมบ้าง ธรรมเมาบ้าง

มันก็ไหลออกมาที่ปากล่ะ แต่ว่าเข้าหูผู้ฟัง ก็ขอให้ท่านผู้ฟังทั้งหลาย ใคร่ครวญขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด ว่ามันเป็นจริงอย่างงั้นไหม ถ้ามีความแตกร้าวสามัคคีกันแล้วก็ พังทลายไปหมดทั้งประเทศ ชาติก็ดี ศาสนาก็ดี พระมหากษัตริย์ รัฐบาลก็ดี ถ้าราษฎรไม่ช่วยจะเป็นยังไง อ้า พระเจ้าพระสงฆ์ก็เหมือนกัน ถ้าประชาชนศรัทธา อุบาสก อุบาสิกา ไม่เมตตาปรานี เราจะอยู่ได้ยังไง เราอยู่ได้หรือ เพิ่นว่า เออ อาศัยความเมตตาปรานีอารีรับ อารีรอบ สงสารเมตตา ให้ข้าว ให้น้ำ ให้อาหารการกิน เสื้อผ้าอาภรณ์เหล่านี้ ก็ล้วนแล้วตั้งแต่อุปถัมภ์บำรุง จากอุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นทายกทายิกาทั้งหลาย ให้ความอุปถัมภ์บำรุงมา พวกเราจึงมีชีวิตรอดปลอดภัยมาถึงขนาดนี้ เพราะฉะนั้น ก็ประพฤติตนให้สมควรแก่เขาเลี้ยงหน่อย

อย่าทำลายขยี้หัวใจของเขาเลย ศรัทธาญาติโยมมีหัวใจเหมือนกัน มีกิเลสเหมือนกัน ถ้าเราจะเอาข้อ เอารัดเอาเปรียบกันแล้วจะเป็นยังไงล่ะ ตายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น

 

อัพ๎ยาปัชฌัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสุ สัญญะโม

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ

 

มีหลายอย่าง ที่จะช่วยสงเคราะห์สงหากัน มีหลายมากมายนับไม่ถ้วน พวกได้ พวกเราได้รับความอุปถัมภ์บำรุง จากอุบาสกอุบาสิกาอยู่แล้ว มีอะไรจะช่วยเหลือเขาก็ ช่วยได้เลยหากมี ความสามารถ ช่วยเมตตากรุณา สั่งสอนให้อยู่ในศีลกินในธรรม ให้มีความเคารพนับถือชาติ ศาสนา มหากษัตริย์ รัฐบาล เหล่านั้นก็เป็นหน้าที่ของพวกเราจะช่วยเหลือ ดูแลเหมือนกัน แนะนำตักเตือนเหมือนกัน เรามีอะไรเล็กๆ น้อยๆ ก็แจกแบ่งกันไป ตามความสามารถ อะไรจะเป็นศีล อะไรจะเป็นธรรม อะไรจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เราได้เล่าเรียนศึกษามาแล้ว ในพระธรรมวินัยก็ดี ธรรมะก็ดี คำสั่งคำสอนก็ดี เรากำหนดจดจำมาได้ ที่ไม่หลง ไม่ลืม ก็นำมากล่าวให้ฟังอย่างนี้แหละ เออ จงรับเอาไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งอกตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในขอบข่ายของศีลธรรม อย่าให้นอกเหนือออกจากศีลธรรม อยู่ในขอบข่ายของศีลธรรม

 

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

 

เพิ่นก็บอกไว้ คนจะอยู่เป็นสุขได้ก็เพราะ รักษาศีล ปฏิบัติธรรม

 

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

 

พวกเราจะถึงโภคสมบัติอันใหญ่หลวงได้ ก็เพราะความสั่งสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าว่าให้เป็นคนขยันหมั่นเพียรให้ซื่อสัตย์สุจริตต่อกัน อ้า ให้เมตตาปรานีกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อ้า ถ้าไปเอาอิจฉาริษยามาปกครองหัวใจแล้ว มันก็แล้วกันเท่านั้นปะเนี่ย อ้า มีแต่ความวุ่นวาย นี่เป็นข้อสรุป ขอให้ทุกท่านทุกคน นำไปพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งอกตั้งใจประพฤติตนอยู่ในขอบข่ายของศีลธรรมอย่างจริงจังและจริงใจ ไม่ลดละ ต่อแต่นั้นก็จะได้ประสบพบเห็นแต่ความสุขความเจริญทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมทุกประการ รับประทานวิสัชนามา ก็ยุติด้วยเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้ จบแล้วปะเนี่ย

 

(สาธุ) มีอะไรที่จะติดต่อ คุยกันเด้อ เนี่ยแหละ อันนี้ เอวังแล้ว นะเนี่ย เออ

 

นมัสการ

 

นะโม

ขอนอบน้อม

ผู้กล่าวบท นะโม ครั้งแรกในโลก คือ

สาตาคิรยักษ์

 

ตัสสะ ภะคะวะโต

แด่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ผู้กล่าวบท ตัสสะ ครั้งแรกในโลก คือ

อสุรินทราหู

 

ผู้กล่าวบท ภะคะวะโต ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวจาตุมหาราช ทรงเปล่งเสียงพร้อมกันทั้ง ๔ พระองค์

 

อะระหะโต

ผู้ไกลจากกิเลส

ผู้กล่าวบท อะระหะโต ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวสักกเทวราช คนไทยรู้จักกันในนามว่า พระอินทร์

 

สัมมาสัมพุทธัสสะ

ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ผู้กล่าวบท สัมมาสัมพุทธัสสะ ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวสหัมบดีพรหม คนไทยรู้จักกันในนามว่า พระพรหม

 

ประมวลพระพุทธคุณเป็น ๓ ส่วน

 

ภะคะวะโต

ผู้ทรงจำแนกธรรม คือ พระมหากรุณาคุณ

 

อะระหะโต

ผู้ไกลจากกิเลส คือ พระวิสุทธิคุณ

 

สัมมาสัมพุทธัสสะ

ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง คือ พระปัญญาคุณ

 

 

อาราธนาธรรม

 

พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี, สะหัมปะติ,

กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ,

สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา,

เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง.

 

ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นอธิบดีแห่งโลก

ได้ประคองอัญชลี ทูลวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า

สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ในโลก

ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์ด้วยเถิด

 

 

สิกขาบท ๕

 

ปาณาติปาตา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการฆ่า เบียดเบียนสัตว์อื่น

 

อะทินนาทานา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย

 

กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น

 

มุสาวาทา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

 

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากของเมา คือ สุราอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

 

อานิสงส์ของการรักษาศีล

 

อิมานิ ปัญจะ สิกขาปะทานิ

สิกขาบท ๕ เหล่านี้

 

สีเลนะ สุคะติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ถึงสุคติ

 

สีเลนะ โภคะสัมปะทา

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งโภคทรัพย์

 

สีเลนะ นิพพุติง ยันติ

ศีล นั้นจักเป็นเหตุให้ได้ไปถึงนิพพาน

 

ตัส๎มา สีลัง วิโสธะเย

เพราะฉะนั้น ศีล จึงเป็นสิ่งที่วิเศษ

 

 

บุพพาประ [บุบ-พา-ปะ-ระ] เรื่องทั้งก่อนและหลัง

เวไนยนิกร [เว-ไน-ยะ-นิ-กอน] หมู่แห่งชนที่พึงแนะนำได้

ที่พึงสอนได้

 

ปรายนา [ปะ-รา-ยะ-นา] เบื้องหน้า

(บางแห่งใช้หมายถึง พ่ายแพ้ที่สุด)

 

จิตตัง ทันตัง สุขาวะหัง

จิตที่ฝึกแล้ว นำสุขมาให้

 

ทันโต เสฏโฐ มะนุสเสสุ

ในหมู่มนุษย์ คนที่ฝึกแล้วประเสริฐสุด

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง
สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

 

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

 

อัพ๎ยาปัชฌัง สุขัง โลเก ปาณะภูเตสุ สัญญะโม

ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย

เป็นสุขในโลก

 

อัปปะมาโท จะ ธัมเมสุ

การไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย

 

 

๒๖