หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันเสาร์ที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๕.๐๐ น.

ณ ศาลาหลวงพ่อทรงธรรม

วัดอโศการาม ต.ท้ายบ้าน

อ.เมือง จ. สมุทรปราการ

(อาราธนาเทศน์)

 

อาราธนาเทศน์แล้ว เออ หูมันบ่ดีเน้อ ว่าเบาๆ ไม่ได้ยินน่ะ หูมันไปแล้ว มันไปเสียจากเราแล้วหู แอ้ แต่ว่าจมูกยังเว้นไว้ให้หายใจอยู่ มันยังไม่ไป แต่ว่าหูนี้ไปแล้ว ถ้าจะฟังเสียงโทรศัพท์ ก็มีใส่หูก่อน ใส่หูเอาๆ เปิดโทรศัพท์ซะก่อนมันจึงเข้า โอ้ มันอนิจจังโว้ย มันอนิจจัง

 

สังขารเนี่ยมันโลกีย์ มันบ่เที่ยงมั่นแล้ว คือแท้ดังนิพพาน

 

นั่นน่ะมันน่ะ นิพพานเพิ่นว่ามันเที่ยงบ่เนี่ย เราอยู่ในโลกีย์ เนี่ยก็ต้องใช้ของโลกีย์ เป็นหู เป็นตา เป็นจมูก เป็นลิ้น เป็นกาย ของใช้ในโลกีย์ทั้งนั้นน่ะ เออ มันไม่เที่ยงนั้นแหละ ประเดี๋ยวมันก็ไปหนีจากเรา มันไป เวลามันอยู่ก็ใช้งานมันได้อยู่ เวลามันดับ มันก็ดับไปเลย มันเอาไปหมด ตาก็เอาไป หูก็เอาไป จมูกก็เอาไป ลิ้นก็เอาไปหมด ไม่ให้เราใช้อีกต่อไป มีแต่พระเพลิงแหละที่ทำลายให้ พระเพลิง ผู้จะกินให้ เก็บให้ เก็บกระดูก เก็บอัฐิสังขารอะไร มีแต่พระเพลิงล่ะเป็นผู้เก็บอ่ะน่ะ แต่เดี๋ยวนี้เรายังพูดกันได้อยู่พอรู้เรื่อง อืม

เอาแล้วเหรอ อาราธนาแล้วเหรอ โอ้ คุย ของไม่เที่ยงให้กันฟังซะก่อน มันไม่เที่ยง รูปก็ไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทุกส่วนก็ไม่เที่ยง แขนขา ตีนมือ บางทีมันก็กำไม่ได้มัน มันๆ จัง(ชา) มันหนาว กำไม่ได้ เนี่ยมันไม่เที่ยงแล้วล่ะเนี่ย เป็นอย่างงั้นน่ะ อืม จิตก็บ่เที่ยง

 

รูปัง อะนิจจัง

เวทนา อะนิจจา

สัญญา อะนิจจา

สังขารา อะนิจจา

วิญญาณัง อะนิจจัง

อีก โอ้ย เรามาอยู่กับความไม่เที่ยง อาศัยของไม่เที่ยงอยู่ อาศัยเขามา แข้งขา ตีนมือ หูตา อาศัยเขาอยู่ ทุกอย่างล่ะ แต่อยู่ด้วยอะไรล่ะ อืม มันฉันอะไรแล้วอยู่ ฉันจังหันได้ ฉันอาหารหวานคาวอะไรได้อยู่ มันก็อยู่ไป ลมหายใจก็สะดวกอยู่ ถ้าลมหายใจไม่สะดวกแล้ว เอาอีกแหละ อืม เขาก็อาจจะหาม หรือเอารถไปส่งโรงพยาบาล ให้โรงพยาบาลจัดการให้ ช่วยเหลือ ทางเดินลมหายใจเข้าออก ความเต้นของหัวใจ ระบบของหัวใจยังทำงานดีอยู่หรือ รับ ระบบประสาททุกส่วน อืม เวลาเขาปิดแล้วมันจะเป็นยังไงล่ะทีเนี่ย มันจะดับลงๆๆ แต่ละอย่างๆ แข้งขาเนี่ยก็ขึ้นมาแค่นี้ ก็ได้หามมาแล้ว ขึ้นมาแค่นี้ได้มาแล้ว แข้งขาจะให้เดินเอง ทุกคนว่ามันจะเซ เซ ถลาไถลไป ผิดจังหวะก็ล้ม ผิดจังหวะหัวเข่ามันไม่มีแรงแล้ว เพิ่นก็ล้มลงไป นี่ละ

 

สังขารา อะนิจจา

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

บังเกิดก่อแล้วกลับกลาย

ดุจฟองแห่งน้ำหมาย

แล้วแตกก็ดับวับกระเด็น

 

เออ เขาร้องสรภัญญะ เออ ให้ฟังอยู่ เวลามันจะแตกแล้วมันห้ามไม่อยู่ หนุ่มก็ตาย เป็นเด็กอยู่ก็ตาย ตายตั้งแต่ในท้องมันก็มี ออกมาแล้วร้องอุแว้ๆ อยู่ เขาว่าอะไรล่ะ ช่วยแม่ ช่วยแม่ เออ อุแว้ อุแว้ ช่วยแม่ ช่วยแม่ หึหึหึ โอ้ย ร้องขอให้ช่วยเหลือตั้งแต่ออกมาใหม่ๆ เข้าไปก็ประคบประหงม งมกัน อ้า งมเลือด งมหยัง(อะไร) งมขี้ งมเยี่ยวกันมาเรื่อยๆ ตั้งแต่เกิดมา

เพราะฉะนั้น ผู้ประคบประหงมเราที่สุด ก็แม่ พ่อ เออ ประคบประหงมเรา พ่อกับแม่ เพิ่นจึงยกพ่อแม่เป็นเทวดาของลูก เออ เป็น

 

อาหุไนยบุคคล

 

เป็นผู้ให้ความสะดวก มันเป็นอะไรๆ หรือมั้ง หอบเอาหาหมอ ให้หมอช่วยเหลือ ทางเดินอาหาร ทางเดินลมหายใจ ทางเดินของเลือดของลมในร่างกาย อาศัยผู้อื่นมาหรอกเราจึงได้ใหญ่โตมาขนาดนี้ ถ้าไม่มีบุญก็คงตายแล้วล่ะ ตายแล้ว อืม จะตายอยู่รอมร่อหลายเที่ยวมาแล้ว อืม บวชเข้ามาแล้ว เออ ก็มีบ้าง มีมา มาบวชอยู่บ้าง มาเยือนอยู่บ้าง ความตายมาเยือนเราอยู่บ้าง

 

ความตายไม่เลือกหน้า กษัตราพราหมาณัง

มีจนชนทุพพลัง จะเรืองฤทธิ์อิสสโร

ขนาดไหนก็ตาม ชักหน้านิ่ว มุโมโห

หรืออ่อนหย่อนกาโย น้อมคำนับอภิวันท์

 

ยังไง เขาก็ไม่อยู่ถึงคราวเขา เร่งรีบเลยๆ เออ เพราะฉะนั้น ครูบาอาจารย์จึงเตือนเรา

 

อย่าประมาทเด้อ อย่าประมาทเด้อ

 

รีบเร่งทำความเพียรซะ ให้หมดสงสัยทางโลกีย์เขาซะ ทางโลกเอาให้มันหมดสงสัย ถ้าสงสัยอยู่เรื่อยไป นั่นแหละตัวพาเกิดอีก ตัวสงสัยนั่นแหละ ตัวจะพาเราเกิดอีก เออ อืม เอ้า อาราธนาแล้ว ศีลๆ เสร็จๆ เรียบร้อยแล้ว เออ

 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

ขอความนอบน้อมของเราท่านทั้งหลาย จงมีแด่พระผู้มีพระภาค ผู้เป็นอรหันต์ตรัสรู้ชอบเองพระองค์นั้น เออ

 

กัมมัง วิชชา จะ ธัมโม จะ สีลัง ชีวิตะมุตตะมัง

อิมัสสะ ธัมมะปะริยายัสสะ อัตโถ

สาธายัสมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ

 

เออ นั่งตามสบาย นั่งสมาธิตามสบาย อย่าไปยกมืออยู่ตลอดเวลา สังขารมันก็ไม่เอาไหนน่ะ มันไม่เอาไหน ไม่เอาเลย มันเมื่อยพนมมือตลอดเวลามันก็เมื่อย ท่านบอกว่าให้ เอาหูใส่ใจฟัง เออ แค่นั้นแหละ เอาหูเพิ่นหรอกเป็นผู้จดจำ เป็นผู้บันทึกคือใจ บันทึกเสียง เสียงเนี่ยก็ไม่ถาวรอะไรหรอก บางทีก็แหบแห้งไป ปากไม่ออกเลยบางครั้งบางคราว มันเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันไม่ใช่เรา มันเป็นอนัตตาด้วย เป็นทุกขังด้วย เป็นอนิจจังด้วย เป็นอนัตตาด้วย

 

สังขารนี่โลกีย์มันบ่เที่ยง มันเป็นค่อยๆ เหงี่ยงๆ(เอนเอียง)

อืม มันสิถิ้ม(ทิ้ง)ไป มื้อใด๋(วันไหน)วันไหน สังขาร

ช่างมันเถอะ เป็นหน้าที่ของเขา เป็นหน้าที่ของเขาจะต้องให้โอกาสเรา อายุเราได้ปูนนี้แล้ว ท่านก็ไปก่อนเรา

 

หลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)

หลวงปู่เสาร์(หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล)

หลวงปู่สิงห์(หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม)

 

หลวงปู่อะไรๆ ทั้งหลายทั้งปวง ที่เราเกิดทันท่านอยู่ ท่านก็ไปหมดแล้ว เรายังโง่เองอยู่เหรอ ยังประมาทมัวเมาอยู่เหรอ เออ เรื่องของจริงมันมีอยู่อย่างงั้น

 

ถึงคราวแล้วเร่งรีบ เข้าคั้นบีบดวงชีวัง

มีจนชนทุพพลัง จะเรืองฤทธิ์อิสสโร

ขนาดไหนก็ตาม จะหน้านิ่ว ชักโมโห

หรืออ่อนหย่อนกาโย น้อมคำนับอภิวันท์

 

ไหว้วอนเอาไว้ยังไงก็ไม่อยู่ ทรัพย์ศฤงคารน่ะมันเร่งรีบเข้าคั้นบีบดวงชีวัง เพราะฉะนั้น ขอฝากทุกคน เฒ่าแก่หรือเป็นคนหนุ่มคนสาวก็ดี ถึงคราวแล้วมันเข้าเร่งรีบ เข้าคั้นบีบดวงชีวัง มีจนชนทุพพลังยังไงก็เอาไม่อยู่ จะเรืองฤทธิ์อิสสโรขนาดไหน ก็เอาไม่อยู่ เป็นอย่างงั้นล่ะ มันเป็น

 

อะนิจจัง ทุกขัง อะนัตตา

 

ครูบาอาจารย์สอนเรามาตั้งแต่วันโกนผมหัวเข้าบวช สอนเนี่ยเรื่องกายมันไม่เที่ยง สังขารมันไม่เที่ยง เวลาแข็งแรงอยู่รีบซะ ท่านเตือน เวลาแข็งแรงอยู่อย่าประมาท ให้รีบทำความพากความเพียร ตั้งจิตตั้งใจ ประพฤติปฏิบัติให้เข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ เพิ่น
บอกอย่างงี้ แน่ะ ธรรมชาติมันเป็นอย่างงั้น จะเข้มแข็งขนาดไหนก็ทรุดโทรมได้ ทรุดโทรมไปด้วยโรคาพาธ พาธ พยาธิ มันเตรียมพร้อมของมันอยู่เสมอ เตรียมพร้อมจะเอาไปอยู่ เออ

แต่ว่ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มาขออาศัยโรงพยาบาลเขาอยู่ มันใกล้หมอดี เออ มันใกล้หมอ ภาคภูมิใจอยู่ ว่าเราอยู่ใกล้หมอ หมอคงจะช่วยเหลือเรา เวลาเราพะงาบๆ ขึ้นมา เออ หายใจไม่คล่อง หายใจไม่ออก เจ็บหน้าอกบ้าง เจ็บท้องบ้าง เจ็บไส้เจ็บพุงบ้าง แต่ปานนั้นก็ถูกเชือดเฉือนไปหลายอย่างแล้ว เชือดเฉือนอะไร ในสกลกายของเรามันก็มี เออ หลายอย่าง ตับ ไต ไส้ พุง เกิดขึ้นมาได้ เราไม่เคยได้เลี้ยงมันเลย มันมาเกิดในเรา เกิดแล้วก็ทำให้เจ็บปวดรวดร้าว เป็นนิ่วในถุงน้ำดีครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นไปงานศพของหลวงพ่อ อะไรล่ะ เออ ลืม อำเภอบ้านผือ อำเภอวังสะพุงไปนู้นล่ะ ท่านเป็นหนุ่มกว่าเราอยู่นิดหนึ่ง อืม เกิดก่อนท่าน ๑๒ ๑๑ เดือน ๑๒ เดือนพู้น(โน้น)ล่ะ เกือบปี เกิดที่หลังเรา แต่ท่านก็ไปก่อน แข็งแรงที่สุด อืม ก็นึกว่าท่านเป็นคนแข็งแรงที่จะอาศัย พึ่งพาอาศัยได้ ในที่สุดท่านก็ไปก่อนเราเลยปะเนี่ย ตายก่อนเรา เราอุตส่าห์หอบสังขารตัวเองไปช่วยงาน ไปช่วยงานศพ อืม หลวงพ่ออะไรน่ะอยู่ นึกได้ เออ อืม ไปช่วยงานศพท่าน ใส่ฟืนใส่ไฟเรียบร้อยแล้ว แล้วไม่ได้นอนที่นั่น เพราะมันไม่มีที่นอน ไปนอนโน้น กับหลวงพ่อ เออ เมืองสกลนครพู้น(โน้น)ล่ะ อำเภอเดียวกันล่ะ แต่ว่ามันอยู่คนละหัวเมือง ไปนอนเวลากลางคืนมามันเจ็บขึ้น มันตีขึ้นมาซะแล้ว อืม ปวดพิเศษ เจ็บพิเศษ นิ่วมันสำแดงฤทธิ์ ตัวนิ่วมันเข้าไปอยู่ในถุงน้ำดี แล้วมันอยู่แออัดยัดเยียดกันเกินไป ว่าตั้ง ๗ ตัว ๘ ตัว ๘ ก้อน แลเท่าหัวแม่ เท่าหัวแม่มือนี่ อยู่ในถุงน้ำดีแห่งเดียวน้อยๆ มันก็เจ็บเอาแทบตายอ่ะ เอ้ มันอย่างงี้มันไม่ไหวนะ มันเป็นอาการอย่างนี้มันไม่ไหวนะ มันตายได้เลยนะ ทำยังไงอ่ะ อยู่ที่นี่ก็ไม่มีโรงพยาบาล เอาเราไปนอนที่โรงพยาบาลเอกอุดรเถอะปะเนี่ย ออกจากที่นั่นน่ะ เอารถมารับไปส่งเอกอุดร เอกอุดรก็ช่วยปุ๊บปั๊บ ช่วยบรรเทาปวดนี้ซะก่อน ไอ้หมอและเครื่องมือมันไม่ครบอ่ะ ทางนี้ก็ฮือฮากันไป ทางกรุงเทพฯ โอ้ เป็นอาการอย่างงั้นมันตายเอาปัจจุบันนะ เอามาเร็วๆ ให้ถึงวันนี้และคืนนี้ด้วย เอาไว้นานตาย เราก็กลัวตายเหมือนกันนะ อุตส่าห์กินโน้นกินนี่ไว้ ปวดรวดร้าว เราก็กลัวตายแน่นะ อุตสาห์ทิ้งโน้นทิ้งนี้ไว้ มันเจ็บปวดรวดร้าว นอนในรถมาก็ปวดมาอย่างงั้นแหละ จนถึงเอกอุดรแล้วปะเนี่ย โรงบาลเอกอุดรนั่นน่ะ รู้จักกัน เออ เขาก็เอาเข้าห้องฉุกเฉินเลย ไปฉีดยาบรรเทาปวดให้ซะก่อน เออ ก็ได้ความเว้ย เงียบเลย มันสำแดงเดชอยู่ในกระเพาะ นิ้ว เจ็บปวดรวดร้าวมากมาย จนจะขาดใจตายพู้น(โน้น)ล่ะ แต่ว่าเขาทำยังไงมันสงบลงได้ ตื่นเช้ามาเขาก็จัดการหาอาหารมาเลี้ยงแต่เช้า จะเดินทางเข้ากรุงเทพฯ วันนี้ล่ะไปเครื่องบินไม่ทันหรอก ไปรถยนต์เอา อืม มันเป็นอะไรแล้วจะได้ ได้เยียวยากันอยู่ในรถยนต์ก็ยังดีกว่า เออ ขึ้นเครื่องบินแล้วจะทำยังไงล่ะ มันเป็นหนักๆ พอดีได้บารมีของพระองค์โสมฯ รถโรงพยาบาลนำส่งถึงโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ไปเขาก็เอาเข้าห้องฉุกเฉินเลยหน่า เออ ไม่ได้ใส่ ยาสลบสะเลิบเลย ว่าจัดการเลย ฉีดเลย ผ่าเลย ผ่าท้องเลย เออ ที่มันเจ็บมันปวดน่ะ ...ผ่าตัดได้ผล หายเจ็บ หายปวดทันทีเลย แอ้ เขาเอาได้ ตรวจมาเจอนิ่ว เขาก็ตัด ผ่าออก ตัดถุงนิ่วออกมา เอามาให้ ให้หลวงพ่อดู อย่าพึ่งผ่า ให้ท่านฟื้นมาก่อน จึงค่อยผ่าให้ท่านดู เออ มันเป็นยังไง ที่นี้ก็ดูแล้วแข็งแรง หายใจ หายคอดีแล้ว นั่งได้ เขามาดู เขาก็มาผ่าถุงน้ำนิ่วถุงน้ำดี ผ่าถุงน้ำดีแล้วมันมีแต่นิ่วเต็มถุงอ๊ะยะ(มากมาย) เป็นแม่ ๘ เป็น ๗ ตัว ๘ ตัวพู้น(โน้น)ล่ะ อยู่ในนั้น โอ้ ขนาดนี้ทีเดียว มันจะเล่นงานเรา เย็บ อืม เย็บแผลในถุงน้ำดีให้ ตับมันดีอยู่ ไตมันดีอยู่หมดทุกอย่าง เอาแต่ถุงน้ำดีออกเท่านั้นก็พอแล้ว เออ นี้พูดไปเรื่องทุกขสัจจ์ให้ฟัง

 

ทุกขะสัจจะ

 

มันเป็นได้ เป็นพระอยู่มันก็ไม่เว้น เวลามันจะเป็นมันก็เป็นขึ้นมาเลย ผ่าท้องให้ดู มันอยู่พร้อมตัวเอง มันทำอะไรตัวเองน่ะ เขาก็ทำ เย็บให้เรียบร้อย หายเจ็บ หายปวดแล้วก็เอากลับวัด เออ ถ้ามันเป็นอะไรขึ้นมาอีก จึงค่อยมาใหม่ เออ นี่ เทศน์เรื่องทุกขัง ที่มันเกิดขึ้นกับตัวเอง

ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

 

มันเกิดได้ทุกขณะในชีวิตแต่ละชีวิต มี มีโรคประจำตัว อ้า อันนี้ที่เห็นคุณค่าของแม่เลี้ยงดูเรามาตั้งแต่น้อย คลอดเราเป็นยังไง แม่สลบไสลไหม เออ โอ้ย เกือบตาย สลบไสลอยู่ ออกมา ออกยากซะด้วย บ่าไหล่มันใหญ่ มันเอา เอาทางหัวออก มันคาบ่าไหล่อยู่ ห้อยอยู่อย่างงั้นแหละ ตั้งเป็นชั่วโมงๆ เวลาหลุดออกมาก็สลบอยู่ซะก่อน ออกมาจากช่องคลอดแล้ว สลบอยู่ซะก่อนยังไม่ไห่(ร้องไห้) เขามาตบหลังตบไหล่ให้ ทำอะไรให้ ให้หัวใจมันฟื้น และอาบน้ำอาบท่าให้จึงอุแว้ๆ ขึ้นมา ไห่ๆ (ร้องไห้)ขึ้นมา เอาแม่ๆ ที่ว่าอย่างงั้นน่ะ อ้า ยังไม่รู้จักภาษา จะร้องไห้ก็อุแว้ๆ นี่ ร้องให้ช่วย ช่วยล้าง ช่วยตัดสายแห่แผ่สายบือ(ตัดสายรก) ให้อย่างดีซะก่อน แล้วก็อยู่ดีกินดีมาเรื่อยๆ เออ ก็มีความสมบูรณ์พูนสุขขึ้นมาเรื่อยๆ นี่ได้พูดเรื่องของทุกข์ให้ฟังเป็นอย่างงั้น ผ่านมาแล้วมหันตทุกข์ ทุกข์ใหญ่ที่สุด เกิดเป็นทุกข์ นี่เรียกว่า

 

ชาติปิ ทุกขา ชะราปิ ทุกขา มะระณัมปิ ทุกขัง

หรือเนี่ย มันก็ใกล้กับความตายน่ะ อืม ความทุกข์อันนี้มันมีต่อทุกคนล่ะ ใครก็ผ่านมาทั้งนั้น คลอดออกเอง เออ บางรายก็ผ่าเอาลูกออก ถ้าไม่ผ่าเอาลูกออกแม่ก็จะตายด้วย เออ แน่ะ เป็นไปอย่างงั้นแน่ะ โลกเขาเป็นอย่างงั้น ทำนับไม่ถ้วน ผ่าออกนับไม่ถ้วน ปลอดภัยก็นับไม่ถ้วน ตายกันอยู่ในท้องก็ยังมีอีกนะ

 

สัพเพ สังขารา อะนิจจา

สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ

บังเกิดก่อแล้วกลับกลาย

ดุจฟองแห่งน้ำหมาย

แล้วแตกดับวับกระเด็น

 

ไปก็มี เออ วิญญาณนั่นต้องครองกันมา ประคบประหงมกันมาจึงใหญ่ถึงโตขึ้นมา เออ อันนี่พูดเรื่องของทุกข์ ให้ทุกคนได้ฟังซะก่อน ไม่ใช่แต่เป็นพระมาอย่างนี้น่ะ ประคบประหงมมา อ้า ฟูมฟักรักษามาตั้งแต่น้อยจนใหญ่ เออ จึงค่อยมีโอกาสได้ใหญ่โตมากับเขา โตจน ๑๐ กว่าปีแล้วจึงได้มีโรงเรียนมาตั้ง ๑๐ กว่าปีแล้ว ๑๑ ๑๒ ปีแล้วจึงค่อยมีโรงเรียนมาตั้งขึ้นที่วัดที่บ้าน จึงจะได้ไปเข้าโรงเรียนกับเขา

เพราะฉะนั้น การศึกษาเล่าเรียนจึงเรียนไม่ทันเขาแล้ว อายุมันพ้นวัน พ้น พ้นจากอายุในเกณฑ์ศึกษา เขาก็ให้ออกไปซะก่อนแล้ว ค่อยมาศึกษาใหม่โรงเรียนผู้ใหญ่ภาคปลายเขาจะเปิดอยู่รอ... ไม่ได้จบป. ๔ อะไรกับเขามาเข้าโรงเรียนผู้ใหญ่ภาคปลาย แต่พอป. ๔ แต่ว่าเขาก็ยังให้ นั่นก็ให้ความเป็นธรรมอยู่ เออ

 

ไอ้นี่มันหัวดีเว้ย

 

ให้เป็นคนเขียนกระดาน เพิ่นโตแล้วให้เขียนกระดาน เขียนเลขก็ดี เขียนอักษรก็ดี เขียนอะไรก็ดี เขียนกระดาน แล้วก็ให้อธิบายให้หมู่ฟัง เออ เรียกว่าได้เป็นคนชี้กระดานให้น่ะ ตั้งแต่

 

ก. ไก่ ข. ไข่ มาเรื่อยๆ

เลขผานาทีอะไร

อันนี้บวกอันนี้มันเป็นยังไง

อันนี้บวกอันนี้มันเป็นยังไง

 

สอนได้ สอนหมู่ตั้งแต่เป็นเด็กมา ไปสอบ ไปสอบกับเขา สอบกับเขา ผ่าน เขาว่าผ่านแล้ว ผ่านแล้วไม่ต้องสอบอะไรหรอก ดูตัวหนังสือ ดูการเขียนหนังสือ เขียนเลข เขาก็รู้ว่ามันเก่ง เก่งมากเลยล่ะ เขา เขาใส่ไฟเราหรือใส่ปุ๋ยเราอ่ะ เขายกย่องสรรเสริญมาตั้งแต่เป็นเด็ก

เพราะฉะนั้น การจะเทศน์ให้ฟังวันนี้ ก็เทศน์เรื่องสังขารซะก่อนน่ะ เออเพิ่นเน้อ

 

สังขารนี่โลกีย์มันบ่เที่ยง แม่นเป็นค่อยๆ เหงี่ยงๆ(เอนเอียง)

บ่ตั้งเที่ยงมั่น คือแท้ดังนิพพาน นู้นล่ะ

 

เพิ่นบอกอย่างงั้น อย่าประมาท อย่าพากันประมาท
ความตายนี้แขวนคอทุกบาดย่าง อ้า มันแยกกัน ตายเวลาไหน มันก็ตึบทั้งวัน นั่นแหละความตาย เพิ่นไม่ให้ประมาท ครูบาอาจารย์ บอกว่าอย่าประมาทความตายมันมี ติดตามตัวเราไปอยู่ทุกลมหายใจ หายใจเข้าแล้วไม่ออก มันเป็นยังไง หายใจออกแล้วไม่เข้าอีกเลย มิด(เงียบสนิท)เลย ออกไปแล้วมิด(เงียบสนิท) เข้าไปไม่ได้

เพราะฉะนั้น ชีวิตของเราจึงอยู่กับลมหายใจ หายใจเข้า หายใจออกนี้เป็นตัวชีวิต ถ้าไม่รู้จักอันนั้นอันนี้ ชีวิตจะมีอยู่ อ้า ก็มีความขะมักเขม้น รีบเร่ง ขวนขวายเอาความรู้จากครูบาอาจารย์ เราก็อ่านหนังสือได้แล้ว ก็อ่านตำรับตำราเอาเอง ก็เป็นจำนวนไม่น้อยเหมือนกัน ไม่ได้หลับ ไม่ได้นอน ถ้าไปดูตำรับตำราก็ลืมเวลานอนไป มันเพลิน เพลินกับตัวธรรมะที่พูดอยู่ในนั้นน่ะ ในตำรับตำรามีธรรมะ โอ้โฮ มากมาย ผู้เพิ่นกิเลสเบาบาง เพิ่นก็เอาใจใส่ในการเล่าเรียนศึกษา ได้เป็นมะหง มหาก็เป็น อืม ดังยกตัวอย่าง หลวงตามหาบัว(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน) เป็นต้น เพิ่นมีสัตย์มีจริง จะเรียนให้ได้เปรียญ ๓ ประโยคจบแล้วก็ เลิกแล้วๆ เลิกเรียนแล้ว จบ ๓ ประโยคจะออกปฏิบัติอ่ะเน้อ เพิ่นก็ออกมาทาง ทางปฏิบัติ อยากไปแสวงหาครูบาอาจารย์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ อยู่ไหนอ่ะ หลวงปู่อะไรอ่ะ ที่มีชื่อเสียงดีๆ เพิ่นก็จะศึกษาไปข้อวัตรปฏิบัติกับหลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)เข้าใหญ่เลย เพิ่นก็ได้ธรรมะธัมโม มีดวงตาเห็นธรรมขึ้นมา โอ้ แจ้งสว่างในจิตขึ้นมา แจ้งแล้วก็ไม่หลง

 

พวกเรายังหลงอยู่

 

ยังไม่แจ้ง ยังไม่แจ้งในธาตุขันธ์ร่างกายของเรา เรากลับหลงมัวเมาเพลิดเพลินอยู่อย่างงั้น แต่ท่านก็บอกกำชับไว้ว่า อย่าประมาทนะ เพราะความตายนี่มันติดตามเราอยู่ทุกขณะ อืม นอนหลับไปแล้วก็นึกว่าวันตาย ฟื้นขึ้นมาตอนเช้าก็ยิ่งว่าตนมีชีวิตอยู่ อ๋อๆ ดี มีชีวิตอยู่ก็ดี จะได้ทำความเพียร ความพรากความเพียรต่อไป

 

ดู ทุกขัง ดู อะนิจจัง ดู อะนัตตา

 

ให้มันได้เห็นแจ่มแจ้งขึ้นมาได้ อ้า นี่น่ะคำเตือน เตือนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย ไม่ใช่คำพูดเฉยๆ น่ะคำเตือน เตือนว่าอย่าประมาท เพราะว่าความตายนี้มันแขวนคอเราอยู่ ทุกวัน ทุกเวลาพูดอยู่ดีๆ ตื่นเช้ามาตายแล้ว อย่างนี้ก็มี โอ้ย ไม่ ไม่น่าตายเลย เห็นแข็งแรงดี เพราะฉะนั้น ความตายมันมีตามเราอยู่ทุกวัน แต่วัยนี้ เด็กหรือว่าอยู่ในครรภ์ คลอดออกมาใหม่ๆ ตายก็มี พอ ๒ ปี ๓ ปีตายก็มี อีก ๔ ๕ ปีตายก็มี มันติดตามเราอยู่อย่างงั้น โรคภัยไข้เจ็บ มันเป็นของส่วนกลางที่ตามพวกเราอยู่อย่างนั้น อย่าเข้าใจว่าเราน่ะจะไม่เป็นอะไรหรอก อืม ยังแข็งแรงอยู่ว่าอย่างงั้นน่ะ ไม่ใช่อย่างงั้น เพราะสังขารมันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ เป็นทุกขัง กองทุกข์ ก็คือธาตุขันธ์ของเรา เป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยงแน่นอน แข็งแรงอยู่ก็ตายก็มี ก็หลายครั้งหลายคราว

ที่อุบัติเหตุรถชนภูเขา กลิ้งไปตามภูเขา นั่นก็เคยชนมาแล้ว แต่ไม่ตาย เออ ถามหาคนขับรถ คนขับรถไปไหนแล้ว ไอ้ประตูรถมันงับหัวใส่ขี้ดินอยู่ พูน พูน ลำพูนเอ๋ย เฮ็ด(ทำ)อยู่ไหน ตอบรับขึ้นมา ครับ ผมอยู่นี่ อ้าว มันเป็นอย่างนั้นขึ้นมาเหรอ รถทับหัวอยู่ ประตูรถหนีบหัวไปใส่ขี้ดินอยู่อย่างงี้...เลย อ้า ลุกขึ้นมาได้ก็ขับรถต่อ ไม่ไปแล้ว จะไปเยี่ยมโยม พี่น้องป่วยอยู่อุดรฯ เราก็ไปงานศพหลวงปู่แหวน(หลวงปู่แหวน สุจิณโณ)หลายวันหลายคืน ง่วงเหงาหาวนอนไม่หลับ คนขับรถมันก็แย่ ขับตั้งแต่เมืองเชียงใหม่มาถึงเมืองเลย ง่วงนอนพอแรงแล้ว แต่ว่าจะเดินทางต่อไปเยี่ยมคนไข้ที่จังหวัดอุดรฯ อ้า ที่โน้นน่ะ เป็นคนไข้อยู่หมู่บ้าน เออ ต่างหาก คนไข้เป็นญาติกัน ให้มาดู นั่นก็ไปๆ คนขับรถมันง่วงนอน ไปมา ๒ วัน ๓ วัน เดินทางมาจากเชียงใหม่มาถึงวัด คืนเดียวก็ไปอีก จะไปอีกน่ะ ต่อไปอีก ไม่ต้องนอนมันเนี่ยแหละ ไปมัน เนี่ยง่วงนอน มันเป็นนิมิตตาลายหรือว่าฝัน ฝันตาลายขึ้นมา มีหมีใหญ่ตัวหนึ่ง วิ่งออกมา จากหนทางข้างภูเขาอ่ะ จะมาชนรถเรา เราเลยพารถหลบ รถเราเลยชนภูเขา เลยตีท้องไปเลย เอ้ มันหมีที่ไหน มาด้วยกันเนี่ย ได้นั่งมาด้วยกัน ไม่เห็นหมีสักตัวเลย อ้า มันว่ามีเห็นหมีเลย อ้า อะไรจะพูดไปมากมาย ยังเห็นหมีหรือไม่เห็น มึงอย่าพูดเลย เขาจะมองเราได้ว่าพูดเพ้อเจ้อเหลวไหลไป ไปชนลงที่นั่น รถคว่ำลงที่นั่น เราก็กระเด็นกระดอนออกมาจากรถได้อย่างปาฏิหาริย์ ออกทางประตูที่มันไม่ทับคน มันออกทางนี้ออกมาได้ นั่นก็รอดตายมาครั้งหนึ่ง อ้า เนี่ย ไม่แน่นอนการเดินทาง อืม ไปเครื่องบินก็ตกใจ ไปรถยนต์ก็ตกใจ ไปรถไฟก็ตกใจอยู่อย่างงั้นน่ะ ไม่ประมาท ภาวนาเด้อ

 

ครูบาอาจารย์เพิ่นบอก

เวลาขึ้นเครื่องบิน เวลาขึ้นรถยนต์ ให้ภาวนา

 

อย่าไปเพลิดเพลินเฉยๆ ให้ภาวนา มันอุบัติเหตุมันเกิดได้ทุกเมื่อ ให้มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว

 

หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ

อยู่แค่นั้นน่ะ อย่างอื่นอย่าไปคิด คิดมัน ถ้ามันเผลอไป อืม ในขณะที่ใจเผลอ ใจตก เออ ไปตายในขณะนั้น เสียทีนะเพิ่นว่า ให้เอาใจจดจ่อระลึก... ระลึกต่อความตาย ให้ดูพิจารณาความตายของตัวไว้เสมอๆ ให้มันใจสบาย อืม แน่ะ ไม่ตาย ปลอดภัยแล้ว แน่ะ ปลอดภัยจริงๆ แหละ นำคำสอนของครูบาอาจารย์ไปประพฤติปฏิบัติเวลานั่งอยู่ในเครื่องบินเนี่ย ภาวนา อืม ภาวนาอย่าหลง

 

พุทโธ หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ

 

ไปเรื่อยๆ ไม่เพลิดเพลินอะไรล่ะ เรื่องดินฟ้าอากาศเป็นเรื่องของเขา เขาจะตกลงมาก็เรื่องของเขา มันจะเกิดลมใหญ่พายุใหญ่ขึ้นมาก็เป็นเรื่องของเขา

 

สังขารนี้โลกีย์มันไม่บ่เที่ยง มันเป็นค่อยๆ เหงี่ยงๆ(เอนเอียง)

 

อืม เอาไว้ไม่ได้ ต้องติดตามอยู่กับมันเสมอ พวกเราเป็นผู้ที่มีภารกิจการงานมากมาย เป็นญาติโยมก็ดี ทำไร่ไถนา ทำมาหาเลี้ยงชีพ นั่งรถนั่งเรือ อย่าได้ประมาท ให้มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว อย่าไปปล่อยเพลิดเพลินไปตามอารมณ์โลกเขา ให้อยู่กับเนื้อกับตัวอย่างงั้น ตายก็ตายไปดีเพิ่นว่าอย่างงั้น ไม่ได้ตายทุลักทุเลอะไรหรอกไป ไม่ได้ตกนรกหมกไหม้ถ้าเราภาวนาพุทโธอยู่ เพิ่นรับประกันเต็มร้อย เออ ถ้าภาวนา ไม่หลง ไม่ลืม อยู่กับ พุทโธ เอาอยู่แค่นั้น ไม่ต้องเอาอย่างอื่นมาบริกรรมให้มันปลอดภัย ช่วยให้ปลอดภัยได้ ทุกสถานในกาลทุกเมื่อ ปลอดภัย

อันนี้คำเตือน ทั้งหมดนี้เป็นคำเตือน

 

พุทธบริษัทอย่าอยู่ด้วยความมัวเมาประมาท ให้อยู่กับเนื้อ อยู่กับตัว อยู่กับอารมณ์ที่ภาวนานั่นล่ะ ภาวนาอะไร ภาวนาพุทโธ จึงเอาพุทโธนั่นแหละขึ้นมาภาวนา ย้ำอยู่แค่นั้น รู้สึกตัว โอ้ เครื่องบินลง ถึงลานบิน ลานจอดแล้ว แถด กับดินแล้ว ใจสว่างขึ้นมา อ๋อ บ่ตายแล้ว อ้า นี่ปลอดภัยทุกชีวิต มาในนี้เป็นร้อยๆ มาในเครื่องบิน ขอให้ปลอดภัยทุกคนเน้อ มาภาวนาให้ได้แค่นั้นแหละ ช่วยได้แค่นั้นแหละ หากว่ามันคุ้มครองก็ ถ้าหากจิตใจไม่ส่งส่ายไปทางอื่น มันเป็น เป็นการคุ้มครองปลอดภัยแก่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา

เพราะฉะนั้น พวกเรามีภารกิจเดินทางให้ถูก ทำมาค้าขาย ทำมาหากิน ใช้รถใช้ลา อย่าประมาท ให้อยู่กับความรู้ ก็ที่ไหนมีความรู้ประจำตัว ปลอดภัยทุกอย่างเพิ่นว่า ถ้ามีสติจดจ่อระลึกต่อในการภาวนาอยู่กับพุทโธ เรียกว่าปลอดภัย เป็นคนปลอดภัย ไม่มีอะไรที่จะทำให้เราเป็นนั่นเป็นนี่ไม่มี ขอให้ตั้งใจอยู่อย่างนั้นถ้าเดินทางอย่าประมาท อย่าโง่ อย่าแซวๆ เย้วๆ กันอยู่นั้น แต่วันนั้นมันเดินขบวนกันมา ดูทีวีเขาหรอก มันประมาท ความประมาทมัวเมา ถูกรถชนเอาเละตุ้มเปะไปเลยก็มี ตายคาที่ก็มี ไปตายที่โรงพยาบาลก็มี เพราะว่ามัวเมา เย้วๆๆ อยู่อย่างงั้นล่ะ แน่ะ มัวเมาเพลินสนุกสนาน ว่าตัวเองจะไม่ตายอยู่งั้นแหละ บัดนี้เราหลบรถอุบัติเหตุ มันหลบคันอื่นแล้ว มันมาชนเอาคันของเราเข้า แล้วปีนข้ามไปเลย แน่ะ ตายมาหลายรายแล้วประมาท ถึงความประมาทอย่างงั้น อันนี้ท่านไม่ให้ประมาท แม้จะไปในรถ ในเรือ ในเครื่องบินก็ตาม ทำการทำงานอยู่ มีสติอยู่กับตัว อืม ให้มีสติเสมอ ครูบาอาจารย์หลวงปู่เคยเล่าให้ฟัง อืม เทศน์ มาฟังเทศน์ท่านอยู่ สมัยก่อนโน้น ครูบาอาจารย์เคยเทศน์ให้ฟัง ก็ไม่ให้ประมาทเหมือนกัน ไปไหนๆ ไม่ให้ประมาท ไปด้วยความมีสติ อืม สติน่ะคุ้มครองป้องกันเราไว้ได้ อืม ถ้าสติเผลอเมื่อไหร่ มัจจุราชยิ้ม มัจจุราชยิ้ม อ๋อ พวกนี้มันสนุกสนาน เพลิดเพลินจริงเว้ย อ้า เอามันซะเถอะ อ่ะหึ ตอนนี้ เอาตอนมันเพลินๆ นี่แหละ สนุกสนาน เพลิดเพลิน ว่าตัวได้นั่ง ยวดยาน การห่าม นั่งเครื่องบิน สะดวกสบาย ไม่ให้เผลอ เพิ่นไม่ให้เผลอ ให้อยู่กับเนื้อกับตัว กับลมหายใจเข้า หายใจออกอยู่แค่นั้น จนมันเป็นสมาธิอยู่ในเครื่องบิน ภาวนาแบบนั้นให้ใจเป็นสมาธิแน่วแน่ ความกลัวตกอกตกใจ หรือว่ากลัวตายมันไม่มี มันเงียบ ไม่มี พู้น(โน้น)แน่ะ เครื่องบินเขาลงถึงลานบิน แถด นี่ยังก็โล่ง ถึงแล้วๆ ปลอดภัยแล้ว ไปรู้สึกเอาตอนเครื่องบินแตะกับพื้นดินน่ะ แถดเครื่องก็ เครื่องบินก็เบาเครื่องลง เซ็ดๆๆๆๆๆๆ ไปเรื่อยๆ โค้งเข้าที่จอด ก็ยังเป็นห่วงอยู่ เพราะว่าเราจะขึ้นจากสนามบินนี่ไป นั่งรถไป กลับที่พักของเรา จะพักที่ไหน โดยมากเขาก็ให้พักที่โรงพยาบาลวิชัยยุทธ เราไปพักอา... อาศัยเขารับไป รับความสะดวกสบาย พักที่นั่น นอนที่นั่น กินที่นั่น ขี้ที่นั่น เออ สะดวกสบายดี ไม่มีใครเลี้ยงเราหรอก แต่ว่าญาติโยมผู้รู้จัก เขาก็นำอาหารฉัน อา... อาหารสำเร็จรูปมาให้ มาใส่บาตรให้ เนี่ยถ้าไม่มีหลายองค์หรอก ๓ องค์ ๔ องค์อย่างน้อย อืม มาคราวนี้ก็มา ๓ องค์เท่านั้นล่ะ เออ เขาก็บริการทุกอย่าง แล้วก็เหลือเกินให้ญาติโยมกันอีก เรามาเขาก็ดีใจ จัดงานอะไรขึ้น จัดงานอะไรขึ้นให้ท่านมาเทศน์ให้ฟัง มาพูด มาเทศน์ มาทำให้ฟังหรือมาสวด อะไรให้นิดๆ หน่อยๆ ก็เอาอ่ะนะ

เขาก็ใช้เราล่ะปะเนี่ย เออ เขามีโอกาสใช้ เขาก็ใช้อยู่อย่างงั้นน่ะ ให้ไปตรงนั้น ให้ไปตรงนี้ ซอยนั้น ซอยนี้ อืม แต่ว่าลูกศิษย์มันรู้จักหนทางดี จะมาจากโรงพยาบาลมาที่นี่ หลงทิศหลงทางมาแล้ว ก็เข้าใจว่าอยู่ทางนี้ๆๆ วัดอโศการาม มันอยู่ทางนี้ เนี่ยแทบไม่ได้เข้าวัด เออ ท่านเจ้าคุณ เออ ที่นั่นมันใกล้กว่า มาอโศการาม มันไกลกว่า อยู่ริมทะเลเลย แอ้ แต่เดี๋ยวนี้ไม่รู้จักที่ไหนเป็นที่ไหน เขาสร้างอะไรต่ออะไรมากมาย ตึกรามบ้านช่อง ที่พักที่อาศัยของคนก็มากมาย ร้านค้าก็มากมาย ลืม แอ้เมื่อไหร่จะถึงซะที มาถึงกาย(เลยไป)ไปนู้นซะก่อน กาย(เลยไป)ไปนู้นแล้ว จึงเลี้ยวรถกลับเข้ามา เข้ามาปากซอยวัดอโศการาม โอ้ย อยู่นี้เอง อืม แน่ะ แน่ะหลายปี หลายเดือนแล้ว ขอฝากญาติฝากโยมด้วย ขอเตือนญาติเตือนโยมด้วย พวกเราอยู่ในหนทางมัจจุราชทุกเมื่อเชื่อวัน ทำมาหากิน ไปค้าไปขาย อย่าประมาท มัวเมา ให้มีสติติดตามนำรักษาตัวไว้เสมอ หายใจเข้าก็รู้อยู่ว่า บริกรรมว่ายังไง พุท หายใจออกก็รู้อยู่ว่า โธ พุท เข้าไปแล้วก็ โธ ออกมาอยู่แค่นี้เอง เราจะนั่งสมาธิที่วัดก็ดี ที่บ้านก็ดี เอาแค่นี้ ชีวิตของเรา ของ เป็นของมีค่าอยู่แค่ลมหายใจเข้าหายใจออกเท่านั้นล่ะ ถ้าอยู่อย่างนั้นเสมอแล้วก็ สติมันจะแข็งแรง สติของเรามันแข็งแรง ไม่ได้ประมาทนะ สติไม่ว่อกแว่ก ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ไม่ส่งส่ายไปทางอื่น อยู่กับภาวนาของตัว อยู่ในบ้านก็ภาวนา มาอยู่วัดเป็นหมู่อย่างนี้ มันสงบยากอยู่นะ มันมีหมู่หลาย ไปรู้จักคนนั้น รู้จักคนนี้ ก็ทักทายปราศรัยกันไปวุ่นวาย อ้า และก็มีหน้าที่รับผิดชอบหมู่พวกตัวเองด้วย ขอให้ตั้งใจแค่นั้น วิธีตั้งใจภาวนาเอาแค่นั้น อืม เราตั้งใจอยู่กับ พุทโธไม่ให้เผลอไปไหน เพิ่นครูบาอาจารย์ เพิ่นสอนว่านั่งเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปต่างประเทศโน้น อเมริกาหรือประเทศที่ไหน ไม่ส่งส่ายใจไปที่ไหน อยู่กับลมหายใจเข้า ลมหายใจออกเท่านั้น อย่าส่งส่ายไปทางอื่น ก็มีความปลอดภัย คุ้มครองป้องกันตัวเองได้ ทำไมจะต้องภาวนา เอ้า มันหมู่ที่มาด้วยกันเป็นจำนวนมาก ถ้าหาก พุทโธ เป็นของศักดิ์สิทธิก็คุ้มครองป้องกันหมู่พวกได้เยอะ ให้ปลอดภัย และเกิดอุบัติเหตุในกลางอากาศมันก็ มันก็ดิ่งพสุธาเลย ดิ่งพสุธาลงไป มันก็ตายหมู่ก็มีนะ สมัยหลวงปู่ นั่นน่ะ เพิ่นนิมนต์มากรุงเทพฯ ยังไม่ถึงหรอก ยังไม่ถึงกรุงเทพฯ เออ มาลงเอาที่นั่นน่ะ ดิ่งลง คว่ำ แล้วเอาหัวลง หาศพไม่เจอพู้น(โน้น)ล่ะ อืม แต่ละคนๆ แต่ว่าหลวงปู่วัน(พระอาจารย์วัน อุตตโม) อาจารย์วัน หัวใจไม่มี ไม่มี เวลาตายแล้วเอาไปผ่าดู ไม่มีหัวใจ หัวใจไปไหน เสด็จออก... หรือยังไง หัวใจอ่ะ หมู่นั่นน่ะ เละเทะตุ้มเป๊ะเหมือนกัน นิมนต์ ๕ องค์นั่นน่ะ นิมนต์มา ๕ องค์ แล้วก็เป็น ๖ ๗ กับวัดหนองบัวอีก ๒ องค์ตามมา แล้วมาตายเหมือนกันน่ะ แน่ะ มันเป็นอย่างงั้น แต่ว่า...นั่นหนา ความตาย พิจารณาความตาย อย่าประมาท เออ

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

 

ของเราให้มีอยู่ประจำใจ จะเดินทางด้วยเครื่องบินก็ดี เรือเดินทะเลก็ดี ที่ไหนก็ดี มันตามเราอยู่ทุกขณะ ขณะเวลาเผลอไปแน่ะ ถ้ามีสติตั้งมั่นอยู่กับเนื้ออยู่กับตัวเสมอๆ เออ มันไม่เหลือบ่ากว่าแรง อาจจะช่วยได้บ้าง

 

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ปลอดภัยที่สุด

 

ไปที่ไหนไปได้น่ะ อ่ะ ขอฝากกับพุทธบริษัททั้งหลายด้วย ที่อยู่ก็อยู่ด้วยความไม่ประมาท ภาวนาอยู่เสมอ นอนอยู่เฉยๆ นอนอยู่ในบ้านตัวเองแท้ๆ ไม่ภาวนา มีรถแฉลบออกจากทางไปชนเอาตึกกลางบ้านของตัวโครมเอาทีเดียว ไม่ได้ไปที่ไหน ก็อยู่บ้านดีๆ มาแฉลบเอาที่บ้านของเรา มันหลบหลีกอะไรพ้น เขาชนบ้าน ตายกันในบ้านนั่นแหละ ผู้ไม่ตายก็เจ็บป่วย แขนหัก ขาหัก ไปก็มี มันเป็นอย่างงั้น เพิ่นว่าไม่ให้ประมาท อยู่ดีๆ ก็ตาย ให้เดินทางอยู่ดีๆ ก็ตายนี่ พนักงานเดินทางน่ะเป็นการล่อแหลมต่ออันตราย ทางรถก็ดี ทางเรือก็ดี ทางเครื่องบินก็ดี ไปด้วยพุทโธ อย่าไปด้วยความเพลิดเพลินเจริญอะไรมากมายนัก หากไปเพลิดเพลิน อืม

 

นำรูป นำเสียง นำกลิ่น นำรส

นำโผฏฐัพพะ นำธรรมารมณ์

 

โอ้ เพิ่นว่า หลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ท่านไปภาวนาเมือง โน้น เมืองเชียงใหม่อ่ะ ไปภาวนาทางเมืองเชียงใหม่ลงไปไง ไปทางรถไฟจนตลอดเชียงใหม่ นั่งเข้าที่ตั้งแต่ขึ้นสถานีรถไฟนู้นล่ะ ไปเข้าเชียงใหม่ไป ผ่านอะไรๆ ไม่รู้เรื่องทั้งนั้นแหละ ผ่านเมืองไหนๆ ไม่รู้เรื่อง นั่งอยู่อย่างงั้นล่ะ ขี้ก็ไม่ขี้ เยี่ยวก็ไม่เยี่ยว นั่งเข้าที่เลย อ้า ดูสิ ครูบาอาจารย์ทำมา หลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ญาติโยมก็รู้เวลาท่านถึงเชียงใหม่แล้ว ไปรับที่สถานีรถไฟ ท่านยังนั่งสมาธิเฉยอยู่ อยู่ในรถไฟ นั่งสมาธิเฉยอยู่ มีคนไปกราบที่ตักท่าน เอ๊ะ ถึงแล้วเหรอ เออ แน่ะ เพิ่งรู้ เดี๋ยวนี้ล่ะๆ ว่า มันถึงแล้ว มันผ่านที่ไหนๆ เพิ่นเอาจิตไปไว้ที่ไหนเวลานั้น ไอ้พวกเรามันส่องหน้าต่างรถไฟ ส่องหน้าต่างรถยนต์อยู่อย่างงั้น ดูบ้านดูเมืองเขาอย่างงั้น เรียกว่าส่งส่ายจิตออกจากร่างจากกายไปข้างนอก จัดว่าอยู่ในความประมาท พวกเราไปทางไหนมาทางไหนให้ทำอย่างนั้น นี่เตือนหมู่พวกไว้ อ้า ธรรมดาหากมีชีวิตอยู่ร่วมกัน เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ ก็ดีอกดีใจ ว่าคนนั้นก็ยัง คนนี้ก็ยังอยู่ ยังปฏิบัติธรรมมั่นคงอยู่หรือ หนาแน่นๆ ดีเหรอ อย่าประมาท อืม ความตายนี่มันแขวนคอทุกบาดย่าง มันอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อ นั่งเครื่องบินก็เป็นอุบัติเหตุได้ นั่งรถฟืนรถไฟก็เกิดอุบัติเหตุได้ นั่งรถยนต์เนี่ย แหม ชีวิตน้อยนักหนา มันขึ้นภูขึ้นเขาไป ถ้ามันแฉลบลงไปทางเหวลึกๆ มันจะเป็นยังไง แหลก หากระดูกไม่เห็นแล้วอ่ะ เออ

ปีหนึ่ง ปีพ.ศ. เท่าไหร่ เรานั่งเครื่องบินไปทาง เออ ทางพิษณุโลกหรอก อืม นั่งไปลงพิษณุโลก แต่เขาพูดให้ฟังในเครื่องบินน่ะว่า เดี๋ยวนี้รถ อ่ะ อ้า เครื่องบินชนภูเขา เออ อยู่ระหว่างถ้ำของหลวงปู่เมตตาหลวงเนี่ยล่ะ ตรงนั้นน่ะไปๆ ชน มันมืด มันมืดหมอกมัวมาก ฝึกบิน อันนี่จะไปประชุมที่กรุงเทพฯ ขึ้นเครื่องได้ก็ตามหลังกันไปเรื่อยๆ อืม แต่หมอกมัน มองไม่เห็นข้างหน้ามองไม่เห็น มันมืด หมอก เมฆมันมืด ขี้ฝ้ามันปิด มองไม่เห็นภูเขาเลากา ไปใส่มันซะ อ้า ถ้ำหลวงปู่เมตตาหลวง กระเทือนทั้งลำเลย บินไปๆ แล้วก็ไปชนเอายอดภูเขา ตรึก...รึม มันไปพร้อมๆกัน ตำ(ชน)พร้อมๆ กัน ชนภูเขาลูกนั้น ตรึก...รึม มันอะไรนักหนา เออ สักหน่อยกัปตัน(captain หัวหน้านักบิน)ที่พาเราไปลงทาง อ้า พิษณุโลก ไปลงที่พิษณุโลกจึงจะเข้าไปเมืองเลยต่อ หลวงปู่ๆ เนี่ยเขาโทรศัพท์มาทางอันนั้นน่ะ ถ้าเครื่องบิน เอฟ ๕ หรือ เอฟอะไรไม่รู้ ไล่กัน ฝึกหัด บินจากโคราชถึงกรุงเทพฯ ให้เวลาเท่านั้น เดี๋ยวนี้ วินาทีที่ผ่านไปเดี๋ยวนี้ล่ะ เครื่องบิน ๓ ลำชนภูเขาหลวงปู่เมตตาหลวงน่ะ จนว่าร้าว ตีนเขาเพิ่นร้าว มันชน ตรึก..รึม เดียวเท่านั้นล่ะ ตีนเขาร้าวไปเลย แต่มันไม่พัง ภูเขามันแข็งกว่า ไม่พังเลย โอ้ เราได้ยินเรื่องอย่างนี้อยู่บนอากาศก็ได้ยินเว้ย เออ นายทหารขับเครื่องบินนั่นมาบอกเราเอง หลวงพ่อๆ ในเสี้ยววินาทีที่ผ่านไปตะกี้นี้ เครื่องบิน จากอุดรฯ ลงขอนแก่น ลงที่ไป คนไหนจะไปกรุงเทพฯ นั่นแหละ ประชุมกรุงเทพฯ นั่นล่ะชนภูเขา เออ เดี๋ยวนี้ยังหาศพไม่เจอ มันแหลก เออ เครื่องบิน ๓ ลำตามหลังกันไป มันขี่อยู่นั่นกี่คน บึ้มๆๆๆ ทีเดียว แน่ะ อีกไม่นานมานี่ล่ะหลวงปู่เมตตาก็ยังอยู่ สมัยนั้น โอ้ เครื่องบินเฉียดภูเขาหลวงปู่เมตตาหลวง อ่ะ เอาขึ้นสูงกว่านั้นสักหน่อยก็ไม่ได้ชน พอดีกับชนยอดภูเขานั้น ไปอย่างแรงขนาดไหนไอพ่น เอฟ ๕ หรือ เอฟอะไร อืม ไม่ใช่ธรรมดา มันไปอย่างแรง ก็เลยไม่รู้สึกตัว ตายไม่รู้สึกตัวเลยอย่างงั้นน่ะ เลย...เงียบไปเลย หากระดูกไม่เห็น หาอะไรไม่เห็นนู้นล่ะ มันแหลก มันชนภูเขาของแข็งชนของแข็ง อันนั้นเขาเรียกว่า ไม่ใช่ประมาทหรอก ธรรมดา อากาศไม่เอื้ออำนวย มันมืด อากาศมองไม่เห็นยอดภูเขา แน่ะ มันมืด บินก็บินเร็วเกินไป จะหลบไปยังไงอ่ะ หลบไม่ทันแล้ว แป๊บเดียวเท่านั้นมันอยู่ข้างหน้าเอ้ อ่ะ จ๊ะเอ๋ มันบอกมันจ๊ะเอ๋ ทีบึ้มพร้อมกันเลย เรียกว่าตายอย่างสบาย พวกนั้นตายอย่างสบาย อ้า อืม ไม่ได้เจ็บได้ป่วยอะไรเลย ตายเลยก็เลยไม่เห็น ไปหาเก็บเศษกระดูก เศษร่างของนักบินทั้งหลายหาไม่เจอเลย มันเป็นแรง แหลกไปเลย มันชนภูเขาแล้วก็เกิดไฟสิปะเนี่ย เกิดไฟไหม้ปะเนี่ย

อันนี้พูดเรื่องความทุกข์

 

ทุกขัง อะนิจจัง อะนัตตา

 

มันห้ามไม่ฟัง ไปไหนเครื่องบิน ไปเหนือเมฆก็จริง แต่ว่าอันตรายอยู่เหนือเมฆขึ้นไปยังมีอีกภูเขา ยอดภูเขาอีก ถ้าบินได้ระดับอยู่ แต่มันไปชนภูเขาซะก่อน นี่ยังไม่ได้ถึงกรุงเทพฯ ถึงแค่ อ้า ทิ้งร่างอยู่เขาใหญ่นี่เอง นี่เอาไปฟัง อืม ความตายนี่แขวนคอทุกบาดย่าง อ้า เวลาถึงคราวถึงคาดมาตายได้ทุกวัน ตายได้ทุกวัน ผู้ที่พูดอยู่นี้ก็เหมือนกัน หายใจน้อยอยู่ บางทีก็กลัวตายอยู่ เอ้า เขายิงระเบิดกันอยู่ใกล้ๆ โรงพยาบาลนี่แหละ เอาระเบิดข้ามไปหาสำนักงานนายกรัฐมนตรี สำนักงาน ที่ประชุมเขาอยู่หลังโรงบาลติดกันเนี่ย ไปยิงข้ามไปใส่ที่โน้นเลย แต่ไม่เป็นอันตรายมากมาย ข้าศึก มันไม่ใช่ข้าศึก ผู้ก่อการร้าย แอ้ อยู่ที่ปลอดภัยขนาดนั้น ก็ยังไปก่อการร้ายกัน ถ้าเกิดไฟไหม้บ้านมาทำยังไง โรงพยาบาลนั่นก็เรียบหมดกันล่ะว่ะ มันไฟไหม้ติดไปเลย แถวนั้นเรียบหมดเลย การก่อการร้าย มันไม่รู้จัก เมตตาปรานีหรือยังไงกันเลย

เพราะฉะนั้น อย่าประมาท พวกเราไปไหนมาไหนอย่าประมาท ให้ภาวนา บริกรรมภาวนา หายใจเข้าให้รู้ระลึกว่า พุท หายใจออกรู้ระลึกว่า โธ

 

หายใจเข้า พุท หายใจออก โธ

 

เขาเรียกว่ามีสติ ตายในขณะนั้น เพิ่นว่าไม่ไปตกนรก ตายในขณะที่ภาวนาระลึกรู้อยู่ไม่มีตกนรกเพิ่นว่า ไปสุคติแน่นอนน่ะ เพราะฉะนั้น ขอฝากพุทธบริษัททุกคน จงอย่าได้ประมาท เราเป็นนักปฏิบัติซะด้วย นักภาวนาซะด้วย ได้ปฏิบัติธรรมมาแล้วกี่ปี ที่มีโอกาสได้นิมนต์มาวันนี้ ก็ตั้งใจมานานแล้ว นิมนต์ก็นิมนต์พระกล้วยๆ มาเว้ย เออ พระนักเทศน์เพิ่นจริงๆ มี แต่ว่ามัน เราพระขี้หมูราขี้หมาแห้ง เออ บ้านอยู่บ้านนอก ไม่รู้จักอะไรเลย ก็ขอเตือนแค่นี้ เตือนผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลาย อย่าประมาท ร่างกายของเรา มัน มันเป็นของอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง เจ็บป่วยมันก็มีได้ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย เป็นพระก็เจ็บป่วย เป็นโยมก็เจ็บป่วย ป่วยไข้ได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น อยู่ด้วยความไม่ประมาทคือภาวนา ภาวนา พุทโธ พุทโธ แค่นั้นล่ะ นี่เรียกว่าไม่ประมาท ตายก็ตายด้วยพุทโธ ผู้ภาวนาเก่งขนาดไหน ก็ตายเหมือนกัน พระบรมศาสดาถึงวันจะปรินิพานแล้ว บอกหมู่ บอกพวก เตือนหมู่ เตือนพวก ผมอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว อยู่ต่อไปไม่ได้แล้วถึงคราวแล้ว จะ จะละสังขารแล้ว ในวันเพ็ญเดือน ๖ บ่ฮึ เนี่ยแหละเป็นวันละสังขารเราเพิ่นบอกมา ไม่ได้ประมาท แล้วสั่งว่าภิกษุองค์นั้นภิกษุองค์นี้ เออ ปล่อยตามใจเธอเน้อ เธอเอาแต่ใจตัวเอง ไม่ปฏิบัติธรรม พระอะไร อืม เป็นผู้ประมาท หมู่บอกอบรมยังไงก็ไม่เอา เอาแต่ใจตัวเอง หาว่าตัวเองไม่เป็นตามวัตร มากมายหรอก เออ เอาใจตัวเอง เพิ่นทำ...บอกปล่อยเธอเถอะ ปล่อยเธอซะ อ้า บอกพระ ผู้เป็นพระอาจารย์หรือว่าพระอริยเจ้า หมู่ทั้งหลาย ปล่อยเธอซะ ตามเรื่องของเธอ ปล่อยเธอตามเรื่อง ซะ จะเป็นจะตายยังไงก็เรื่องของเธอ แนะนำให้มาประพฤติปฏิบัติในดีไม่เอา อืม เอาแต่ความเห็นของตัว เพราะฉะนั้น คณะสงฆ์ก็ควรวางซะ วางพระองค์นั้นซะ อืม ให้เธอทำตามใจชอบเธอซะ จะไปตกนรกหมกไหม้ยังไงเรื่องของเธอ ไม่เตือนเธอ เธอก็ไม่เอา...

 

(หลวงปู่ฉันน้ำชา)

เพิ่นรู้ทุกอย่าง พระพุทธเจ้าเพิ่นรู้หมดทุกอย่าง ใครจะทำอะไรๆ เพิ่นเตือนกันซะก่อน พระอริยเจ้าทั้งหลายเพิ่นเตือนกันซะก่อน ถ้าทำอย่างงี้ๆ มันไปติดตกนรกหมกไหม้นะ ไปถึงทุคตินะ ไม่ได้ไปสวรรค์กับเขานะ เพิ่นก็บอกหมดแหละ แต่พวกเราทั้งหมดเป็นนักปฏิบัติธรรม อย่าปล่อยอารมณ์ไปตามใจตัว ให้รั้งใจตัวเองไว้ ด้วยคำบริกรรม พุทโธ อยู่เสมอ อยู่กับพุทโธ นั่งอยู่ก็พุทโธ นอนอยู่ยังไม่หลับก็พุทโธ อยู่อย่างงั้นแหละ อยู่กับพุทโธ หลับก็หลับคาพุทโธน่ะ ถ้าตายเวลานั้นน่ะไปสุคติ เพิ่นบอกไว้ เพราะเราถือมั่นในพุทโธ เป็นคำสั่งสอนที่บริสุทธิ์ที่สุด ละเอียด สุขุม คัมภีรภาพ ถ้าใจมันรวมดีแล้วความสุขเกิดขึ้นที่นี่ แน่ะ เกิดขึ้นจากความสงบน่ะ ความสุขเกิดจากความสงบ ถ้าเราทำใจสงบได้ สบาย ยิ้มแย้ม แจ่มใส ยิ้มได้ ไม่หน้าบูด ไม่หน้าบึ้ง

 

ถ้าภาวนาไม่เป็นไปตาม แต่อยู่กับพุทโธ

แค่นั้นก็พอแล้ว เหลือกินเหลือใช้แล้ว

 

ความสุขจะเกิดมหาศาลที่นั่นนะ เออ ถ้าใจไม่สงบ เพิ่นก็บอกไว้

 

สุโข วิเวโก

 

เออ ความสุขเกิดจากความสงบ ความวิเวก ความสงบความสงัด อย่าไปปรุง ไปแต่ง จะไปยึดอันนั้นอันนี้ ว่าเป็นของของเรา ของของเราก็เอาแต่ใจเรานั้นแหละดี ใจเป็นผู้ระลึกได้ ระลึกพุทโธได้ก็ใจ ปฏิบัติตั้งสติก็ใจ เป็นผู้ตั้งสติ นี่แหละ เออ

 

เอกาหัง ชีวิตัง เสยโย วิริยัง อาระภะติ ฯ

 

เพิ่นบอกหยังแหละ จิตเป็นหนึ่งเน้อ มีความสุข จิตเป็นหนึ่งได้เน้อ ไม่ไปคว้าน้ำเหลว ตาย ตายด้วยความมีสติ ถ้ามีสติอยู่กับเนื้อกับตัว ถึงตายก็ไม่ขาดทุน ไม่ขาดทุนหรอก ถ้าตายด้วยความละเมอละเวอ ปรุงแต่งอันนั้นอันนี้ ตายอย่างงั้นเรียกว่า เคว้งคว้าง หลงทางแล้ว ไม่เห็นทางเดินของตัวแล้ว ภาวนาพุทโธ อยู่ดีๆ มันเกิดดับขึ้นมา มันจะเป็นยังไง เนี่ยอย่างไฟ ไฟหลายๆ ดวงเนี่ยๆ ถ้าเขาปิดสวิตซ์ปึบ พวกเราก็งมโข่งกันล่ะปะเนี่ย งมโข่งกันน่ะ จะไปทางไหนแล้วออกตรงไหนก็ไม่รู้จัก ไฟฟ้าดับหมดทั้งเมือง จะไปทางไหนก็ไม่รู้จักล่ะปะเนี่ย ดับนำ(ตาม)กัน มืดหมดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น อย่าให้ใจมันดับ ให้มีสติอยู่เสมอ นี่ขอเตือนหน่อยเดียวแท้ ให้มีสติอยู่ทุกเมื่อ ทุกลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าระลึก พุท หายใจออกระลึก โธ อยู่แค่นั้น หลายคำที่ท่านบอก

 

มะระณัง ภะวิสสะติ

มะระณัง ภะวิสสะติ

 

นี่ก็เป็นคำภาวนา ตายเหมือนกันน่ะ ตายแน่ๆ เหมือนกันน่ะ เพราะฉะนั้น ทำจิตให้เป็นหนึ่งให้ได้ ถ้าใจเป็นหนึ่งแล้วมีความสุข นั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข

ที่แสดงมาเป็น ปกิณณกนัย เพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลาย นำไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งใจจริงจัง ต่อแต่นั้นก็จะได้ประสบพบเห็นความสุขอันวิเศษ คือ

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี ถ้าได้รับความสงบแล้วมีความสุขมาก นั่งเป็นสุข นอนเป็นสุข ถ้าไปปล่อยให้ใจฟุ้งซ่านไปทางอื่น ก็เก็บเอาอารมณ์ชั่วๆ มาขบมาคิดกัน อารมณ์ กามารมณ์

 

อารมณ์รัก อารมณ์ใคร่ อารมณ์อยากได้ อารมณ์ยินดี

หาไปทั้งตาปี ก็ไม่เบื่อเชื่อตัณหา

 

หลงจริงๆ หลงทางจริงๆ พวกเรามันเป็นคนหลงทาง เพิ่นชี้บอกน้อยๆ ให้พวกเราจำเอาแค่นั้น อย่าไปเอามาหมดทุกอย่าง

 

หายใจเข้า รู้ หายใจออก รู้ แค่นั้นเน้อ

 

บริกรรมว่า

 

หายใจเข้า พุท หายใจออกก็ โธ

รู้นำ(ตาม)แค่นั้น มีเท่านั้น อย่างอื่นเอาไปด้วยไม่ได้

 

มียวดยานคานหาม มีปราสาทราชวังหลังใหญ่ หลังโตขนาดไหนก็ตาม เอาไปนำ(ตาม)ไม่ได้ เอาไปด้วยไม่ได้ สักกระแบะ(ชิ้น)เดียว ไม่มีเอาไปได้ เอาได้แต่จิตดวงเดียว จิตดวงเดียวนั้นเอาไปได้ รู้ไปเลย ยองๆๆๆ ไปเลย ไป ไปเลย ว่าเอากันแล้ว จะตายมันก็ เบาไปเลย ยองๆๆๆ ไปเลย เออ เข้ากลีบเมฆไปไหนพู้น(โน้น)น่ะ ไปเทวโลกที่ไหนว่ะ ไปเลยไม่มีทุกข์อะไร

 

(หลวงปู่ฉันน้ำชา)

 

ดังที่แสดงมาเป็น ปกิณณกนัย เพื่อต้องการอยากจะให้ พุทธบริษัททั้งหลาย ได้นำไปประพฤติปฏิบัติด้วยตัวเองถึงจะรู้จักหน้าตาของสังขาร ของเที่ยงไม่เที่ยง ตัวเองนั่นแหละจะรู้เอง ให้ผู้อื่นบอกไปเรื่อยๆ ใครจะมานั่งบอกอยู่ตลอด แม้พระพุทธเจ้าเพิ่นก็บอกอยู่อย่างงั้น จนตลอดเวลา จนถึงวาระลมหายใจเฮือกสุดท้ายของท่าน ท่านก็เทศน์อยู่อย่างงั้นน่ะ ใครจะมาบวชใหม่บวชเก่าอะไร ก็เรียกคนนั้นคนนี้ให้เขาเข้ามาซะ มันจะหมดแรงอันนี้หมดแล้ว อืม ลมมันจะหมดแล้ว อืม แอ้

ดังที่แสดงมา ก็ลมก็จะหมดว่ะ มันแหบเข้าๆๆ แล้ว จึงขอสมมติยุติไว้แต่เพียงเท่านี้ ด้วยประการฉะนี้ พอแล้ว

 

(สาธุ)

 

อ้า

 

อาราธนาธรรม

 

พ๎รัห๎มา จะ โลกาธิปะตี, สะหัมปะติ,

กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ,

สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา,

เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชัง.

 

ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้เป็นอธิบดีแห่งโลก

ได้ประคองอัญชลี ทูลวิงวอนพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐว่า

สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยมีอยู่ในโลก

ขอพระคุณเจ้าโปรดแสดงธรรมอนุเคราะห์ด้วยเถิด

 

 

กัมมัง วิชชา จะ ธัมโม จะ สีลัง ชีวิตะมุตตะมัง

การงาน ๑ วิชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอันอุดม ๑

 

อาหุเนยยะ ปุคคะโล จะ

บุคคลควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

 

ขันธ์ ๕ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด)

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

 

ทุกขัง ความเป็นทุกข์

อะนิจจัง ความเป็นของไม่เที่ยง

อะนัตตา ความเป็นของไมใช่ตน

 

อายตนะภายใน

(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

 

อายตนะภายนอก

(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์)

 

อริยสัจ

ความจริงอย่างประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ

ความจริงที่ทำคนให้เป็นพระอริยะ

มี ๔ อย่าง คือ

ทุกข์ (หรือ ทุกขสัจจะ) สมุทัย (หรือ สมุทัยสัจจะ)

นิโรธ (หรือ นิโรธสัจจะ) มรรค (หรือ มัคคสัจจะ)

เรียกเต็มว่า

ทุกข(อริยสัจจ์)

ทุกขสมุทัย(อริยสัจจ์)

ทุกขนิโรธ(อริยสัจจ์)

ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา(อริยสัจจ์)

 

เหตุการณ์ พระคณาจารย์ ๕ รูป

มรณภาพพร้อมกันด้วยเหตุเครื่องบินตก

วันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓

 

พระอาจารย์บุญมา ฐิตเปโม

พระอาจารย์วัน อุตตโม

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ

พระอาจารย์สิงห์ทอง ธัมมวโร

พระอาจารย์สุพัฒน์ สุขกาโม

 

รับอาราธนานิมนต์ทางกรุงเทพฯ จึงได้รวมกันที่

สนามบินอุดรธานีเพื่อขึ้นเครื่องบิน

 

เมื่อถึงประมาณระยะ ๒๐ กม. ก่อนถึงสนามบินดอนเมือง

เครื่องบินได้ประสบพายุหมุนและประกอบกับฝนตกหนัก

เครื่องบินจึงเสียหลัก ตกลงที่ท้องนา

 

พระคณาจารย์ทั้งหลายจึงถึงแก่มรณภาพ

พร้อมด้วยผู้โดยสารอีกเป็นจำนวนมาก

ผู้ที่รอดชีวิตเป็นผู้ที่นั่งทางส่วนหางของเครื่องบิน

เพราะส่วนหางของเครื่องบินยังอยู่ในสภาพดี

 

(เรียบเรียงจาก หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ)

พระอุดมสังวรวิสุทธิเถร (พระอาจารย์วัน อุตตโม)

 

เหตุการณ์ วันครบรอบ ๗๒ ปี กองทัพอากาศ

วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๐

 

ฝูงบินแสนเมือง T-37B ๔ ลำ ขณะแสดงการบินผาดแผลง

เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวกันกลางน่านฟ้าเหนือสนามบินดอนเมือง

เครื่องบินขาดเป็น ๒ ท่อน หัวหน้าหมู่บินเสียชีวิต

ส่วนเครื่องบินลูกหมู่อีก ๓ ลำปลอดภัย

 

ในวันเดียวกันนั้นเอง ฝูงบิน ๒๓ เริ่มจากโคราช

บินเกาะฝูงกัน เพื่อมาร่วมแสดงที่สนามบินดอนเมือง

 

ระหว่างทาง เกิดฝนตกหนักทัศนวิสัยไม่ดี

จึงตัดสินใจบินกลับโคราช

หัวหน้าหมู่ตัดสินใจ ลดระดับลง

เพื่อหลบฟ้าฝนที่กระหน่ำรุนแรง อากาศปิด

 

ทำให้เครื่องบินทั้ง ๓ ลำ (RF-5A ๑ ลำ, F-5A ๒ ลำ)

บินชนหน้าผาหินปูน เขาสีเสียดอ้า

ต.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา

(วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม หรือ วัดพระขาว)

จนทำให้นักบินเสียชีวิต ๓ ท่าน

 

ส่วนเครื่องบินอีก ๒ ลำ ได้บินออกไปทางโคกสำโรง

แล้วได้บินลงที่โคราชอย่างปลอดภัย

 

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

แต่งโดย พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

 

อะจิรัง วะตะยัง กาโย

ร่างกายนี้คงไม่นานหนอ

ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ

จักนอนทับซึ่งแผ่นดิน

ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ

เมื่อมีวิญญาณไปปราศจากอันบุคคลทิ้งเสียแล้ว

นิรัตถังวะ กะลิงคะรัง

เป็นราวกะท่อนไม้ท่อนฟืน หาประโยชน์มิได้ ดังนี้แล

 

โอ้กายไม่นานหนอ บังเกิดก่อแล้วกลับกลาย

ดุจฟองแห่งน้ำหมาย แล้วแตกดับโดยฉับพลัน

สิ้นลมแห่งหายใจ ชีพบรรลัยบ่กลับหัน

ห่อนมีสิ่งสำคัญ เพื่อประโยชน์สักนิดเดียว

ทอดทิ้งดุจท่อนฟืน กลิ้งเหนือพื้นพสุธาเทียว

พองช้ำเน่าดำเขียว ส่งกลิ่นฟุ้งบ่เว้นวาย

ดูเถิดท่านทั้งหลาย บุรุษนายคณานาง

ควรปลงปัญญาทาง ปรมัตถ์อรรถธรรม

พยานปรากฏแก่ จักษุแท้บ่ปิดงำ

ควรคิดอนิจจัง หีบศพนั้นอันแลเห็น ฯ

ใน “มนต์พิธีแปล” รวบรวมโดย พระครูอรุณธรรมรังษี

(เอี่ยม สิริวัณโณ) ควรคิดอนิจจัง เป็น ควรคิดพินิจจำ

 

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

แต่งโดย พระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม

 

พระอภิธัมมัตถสังคหะ (ย่อ)

ปริจเฉทที่ ๒

 

เอ กุป ปา ทะ นิ โร ธา จะ ฯ

สะ มา เส เน วะ นิฏ ฐิ โต

 

ชีวิตความเป็นอยู่ ใครห่อนรู้กำหนดการ

เพียงแต่จะประมาณ เร็วแลช้าก่อนหน้าหลัง

ความตาย บ่ เลือกหน้า กษัตราพราหมาณัง

มีจนชนทุพพลัง แลเรืองฤทธิ์อิสสโร

หรือใครจะโกรธกริ้ว ชักหน้านิ่ว มุโมโห

หรืออ่อนหย่อนกาโย น้อมคำนับอภิวันท์

หรือให้แก้วเงินทอง เป็นก่ายกองมากครามครัน

หรืออ้อนวอนจำนรรจ์ ด้วยคำหวานสมานใจ

มัจจุราชไป่ยำเยง แลบ่เกรงผู้ใดใด

ไป่รับคำนับใคร แล บ่ เกื้อกรุณัง

ถึงคราวแล้วเร่งรีบ เข้าคั้นบีบดวงชีวัง

ดุจนายเพชฌฆาตฟัง คำบัญชาไม่รารอ

ลงดาบโดยทันใด ฟันลงไปที่ตรงศอ

เชือดซ้ำกระหน่ำคอ แห่งนักโทษก็ปานกัน ฯ

 

มหาสติปัฏฐานสูตร (บทคัดบางส่วน)

กะตะมัญจะ ภิกขะเว ทุกขัง อะริยะสัจจัง

ภิกษุทั้งหลาย ทุกขอริยสัจ เป็นอย่างไรเล่า

 

ชาติปิ ทุกขา แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์

 

ชะราปิ ทุกขา แม้ความแก่ก็เป็นทุกข์

 

มะระณัมปิ ทุกขัง แม้ความตายก็เป็นทุกข์

 

โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา

แม้ความโศกความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย

ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจก็เป็นทุกข์

 

อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข

ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์

 

ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข

ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจก็เป็นทุกข์

 

ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง

มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้นนั่นก็เป็นทุกข์

 

สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา

โดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้งห้า เป็นตัวทุกข์

 

๔๘