หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันอาทิตย์ที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๗.๐๐ น.

ณ ห้องประชุมชั้น ๒๒

อาคารศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ

โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

 

(ขอให้หลวงปู่สุขภาพแข็งแรง)

เออ

(ขอให้หลวงปู่สุขภาพแข็งแรง)

(ขอให้หลวงปู่สุขภาพแข็งแรง)

สาธุ ให้สมพรปาก

(สาธุ)

ขอให้แข็งแรง สมพรปากทุกคนๆ เด้อ

(สาธุ)

 

ศีล ๕ ข้อ ถ้าพวกเรามีศีล ๕ ข้อประจำใจอยู่ ไม่ขาดตกบกพร่องเลย ตั้งใจไม่ให้ขาด ตั้งใจสมาทานตั้งมั่น อย่าให้ขาดตกบกพร่อง ด่างพร้อยไปได้ ถ้าพลั้งเผลอไปแล้วก็ขอโทษ ขออภัย พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ด้วย ข้าพเจ้าเผลอไป ตบยุงไปแล้ว ตีสัตว์ไปแล้ว อย่างงี้ขอโทษ ไม่มีเจตนา จะให้สัตว์อื่นต้องตายด้วยเจตนาของเราหรอกอ่ะ ขอโทษ ขอโทษเถอะ เนี่ยให้ระลึกได้เสมอ ถ้าเราทำผิดศีลข้อไหน ก็ให้นึกขอขมาโทษที่ได้สมาทานไปแล้ว ไม่ใช่สมน้ำหน้ามัน บี้มัน ฆ่ามันแล้วยังไม่สะใจแล้วบี้มันอีก ให้มันตายอีก อย่างนั้นเรียกว่ามีเจตนาร้าย แกล้งให้สัตว์อื่นต้องตายโดยเจตนา ศีลของเราก็ไม่มีอยู่กับเนื้อกับตัว ศีลถ้ารักษาได้ดีๆ แล้วมันสบายใจ บริสุทธิ์ใจ เพราะมี ไม่มีๆ เจตนาที่จะแกล้งฆ่า แกล้งลัก แกล้งขโมยแต่อย่างใด อ้า ถ้าหากผิดพลาดไป เขาทอนเงินทอนทองมาให้ผิดพลาดไป เขาให้เกินมา เกินมาก็นำส่งเขา เอ้ยๆๆ เงินมันเกินไปเนี่ย เงินมันเกินไป ของที่เอาไปมันราคาเท่านั้น ถ้าจะให้เงินเกิน อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ก็จะหาว่าเขาโง่ซะอีก หรือใครโง่กันแน่ แฮะๆๆ เออ ผู้จะโลภเอาของเขานั่นแหละโง่ ผู่ไม่โลภเอาของเขาเลย มันๆ เกินมา ไม่โลภ เอาคืนให้เขาตาม ตามเดิม อย่าเอามาเป็นของตัวเอง มันไม่บริสุทธิ์ เงินทองที่เลยมา มันไม่บริสุทธิ์ เอามาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว แม้ร่างกายของเราก็จะไม่บริสุทธิ์ ไปซื้ออาหารมากินก็อาจจะเป็นอาหารที่ไม่บริสุทธิ์ ไปทำอะไรๆ มาก็อาจเป็นของไม่บริสุทธิ์ เพราะว่าเงินโกงเขามา ให้เข้าใจอย่างงั้น บางทีมันมีอยู่ในโลก เอารัดเอาเปรียบกัน ในข้อเผลอหลง หลงนิดๆ หน่อยๆ ก็เผลอหลงเอารัดเอาเปรียบกันตอนนั้น เอ้ยๆๆ มันเกินไปแล้วๆ ไม่บอกอ่ะ อันนี้ให้เกินมา ให้สารภาพผิด บอกว่า มันเกินมา ฉันไม่เอาหรอก เอาเฉพาะราคาของที่เอาไปนั่นแหละ มันเกินราคาของแล้ว เอาคืนไปซะ อ้า อย่างนี้เทวดาสาธุนำ(ตาม) เทวดาสาธุ คนคนนี้เป็นคนใจบริสุทธิ์ ใจบริสุทธิ์มีศีล มีธรรมจริงๆ เออ เอ้ เห็นเขาเผลอ เขาหลงไป เขาทอนสตางค์ผิดมาให้เรา หลงมาให้เรา ก็เลยหวานแล้วเราเพิ่นว่า ไม่ใช่อย่างงั้น ถ้าเห็นว่าหวานก็ มันก็เอาของหวานไปเป็นพิษเป็นภัยแก่กระเป๋าของตัวเองอีกแหละ เฮอะ ไม่ดีเลยไม่ซื่อ ไม่ซื่อ ไม่สัตย์ อ้า ไม่บริสุทธิ์ใจ สิ่งใดที่ไม่บริสุทธิ์ใจ ต้องแจ้งทันที โอ้ ของมันเกินมา ให้เงินเกินมา เออ เท่านั้นบาท เท่านี้บาท ใช้ค่าโทรศัพท์ ใช้ค่า เออ อะไรๆๆ มันมีหลายค่า หลายใช้จ่ายอยู่ ถ้าแต่โลภโมโทสัน กินเล็กกินน้อยกันอยู่อย่างงั้น ก็ชื่อว่าไม่มีศีลธรรม ไม่มีศีลธรรมในหัวใจ อย่าให้มันมีเลย ถ้ามันทะลักเข้ามาในกระเป๋าของเรา มันจะมาพาให้กระเป๋าเราร้อนอีกเนี่ย เงินโกงเขา เงินกระบัด(ฉ้อโกง)เขา ฉ้อฉลเขา อ้า เราก็ได้มาอย่างฟรีๆ หาว่าเขาโง่ จ่ายเงินเกินมาให้เรา หวานแล้วเราไม่ใช่อย่างงั้น ไม่ใช่ของหวานน่ะของขม ถ้าทะลักเข้ามาหาเรา มาหากระเป๋าเรา ก็ทำให้กระเป๋าเราร้อนอีก อ้า เดือดร้อนอีกอยู่อย่างงั้นน่ะ เออ เพราะฉะนั้น ต้องซื่อสัตย์ ผู้รักษาศีลทั้งหลาย

 

ปาณาฯ อะทินนาฯ กาเมฯ มุสาฯ สุราฯ

 

อะไรเหล่านี้ต้องให้ละเอียดถี่ถ้วน คิดให้ถี่ๆ หวีให้เกลี้ยงๆ จึ่ง(จึง)ค่อยเดี่ยง(จัดแต่ง)เด้อ อย่าแต่เห็นแต่แก่หน้าอย่างเดียว นั่นเรียกว่าซื่อสัตย์ต่อกันและกันจริงๆ เราเป็นชาวพุทธ ไม่ใช่เป็นศาสนาอื่นเลย เราต้องซื่อสัตย์ต่อกันตั้งแต่ต้นเรื่อยไป ต้องศีล ๕ นี่ล่ะไป ซื่อสัตย์ต่อกันให้ได้ อย่าไปคิดกบฏคดเลี้ยว อย่าโลภโมโทสันเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา เอามาเผาตัวเอง เนี่ยโลภโมโทสัน หลงเกินมา แล้วไม่บอกเขา อย่าหยิบเอามาใช้ เอามาใช้ เอามาเผากระเป๋าตัวเองให้เดือดร้อน ไว้ชวนเอาหมู่หนี ไม่ชวนเอาเงินที่มีอยู่แล้วเผ่นหนี เออ แม้ตั้งแต่ของเขา เขาก็ยังเอามานี่ เพราะฉะนั้น ไปๆๆๆ อยู่ ไปๆๆ ไปที่อื่นเขาว่า เขาเชิญกันไป เฮอะๆ ไปที่อื่นดีกว่า อยู่ที่นี่เขาไม่ซื่อ ไม่สัตย์ ดูสิเงินเกินมา ๑๐๐ ๒๐๐ บาทหรือว่า ๙ บาท ๑๐ บาทเกิน ทอนเกินมาเหล่านั้น อย่าไปยินดี อย่าไปดูถูกเขาว่าเขาเป็นคนหลง ถ้าเราเป็นคนโลภ ตัวของเราแหละเป็น

 

คนหลง หลงรัก หลงอยากได้ หลงยินดี

 

โลภโมโทสันเอาของผู้อื่นมาเป็นของตัว เอาไฟมาเผาตัวเอง ทำให้กระเป๋าเราร้อน ไม่ดีเลย อ่ะน่ะ

(อาราธนาธรรม)

 

ฟังแล้วยังนึกอะไรไม่ออกเลย จะเอาอะไรมาเทศน์ให้ฟังเราฟังเทศน์มาในซีดี(แผ่นบันทึก CD)เนี่ย ก็ได้ความรู้มาในซีดี(แผ่นบันทึก CD)เนี่ย หลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต) ท่านแสดงอยู่ในซีดี(แผ่นบันทึก CD) นั่นเป็นคติ บางคนอาจจะไม่ได้เคยได้ยินได้ฟังก็ได้ จะเทศน์เรื่อง

 

นะโม

 

ให้ฟัง ท่านพูดเรื่อง นะโม แหม มาบรรยายมากมาย นักปราชญ์บัณฑิตทั้งหลาย ท่านจะทำวินัยกรรมอะไรๆ ก็ต้องว่า นะโม ซะก่อน อาราธนาศีล อาราธนาธรรม เทศน์ก็ นะโม ขึ้นก่อน แต่ถ้าว่าแต่ นะโมเฉยๆ พวกเรายังไม่ซึ้ง ยังไม่ซึ้งถึงตัว นะ ตัว โม แท้อัน นะ ตัวนี้มาจาก ธาตุๆ ธาตุน้ำ นะ ธาตุน้ำ แล้วก็ โม ตัวนั้นเป็นธาตุดิน ๒ ธาตุเนี่ยมาบวกกันเข้า จึงทำให้เราได้เกิดขึ้นมาในโลก ถ้าไม่มี นะ ไม่มี โม แล้วเราจะเอาอะไรมาเป็นร่างเป็นกายของเรา นะโม นั้นเป็นต้นของชีวิตสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย

ถ้าไม่มี นะ มี โม แล้วจะเอาอะไรมาปั้น เป็นตนเป็นตัวของเรา เพิ่นว่า นะ ธาตุน้ำ และ โม ธาตุดิน ๒ อย่างนี้มาบวกกันซะก่อน แล้วจึงมาปั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้น

 

กลละ ฆนะ เปสิ

 

แตกแข้ง แตกขา แตกหู แตกตา แตกตับ แตกไต แตกไส้ แตกพุง แตกระบบทางเดินในร่างกายของเรา ให้เจริญเติบโตขึ้นมา มีแข้ง มีขา มีหู มีตาขึ้นมา เพราะว่าธาตุทั้ง ๒ นั่นเอง เป็นปัจจัยเบื้องต้น เป็นมูลมรดกเบื้องต้น มีความให้เราเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ เพราะว่าธาตุทั้ง ๒ นั้นได้มาจากไหน เอาน้ำธรรมดาขึ้นมา เอาดินธรรมดาขึ้นมา มาผสมกันเป็นดินเหนียวขึ้นมา แล้วก็ปั้นเป็นหม้อ เป็นไห เป็น อ้า ภาชนะถ้วยชามต่างๆ ขึ้นมาได้ เพราะว่ามี นะ ธาตุน้ำ โม ธาตุดิน ผสมกันซะก่อน จึงมาปั้นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้ แต่ว่าภาชนะทั้งหลายนั้น ไม่มีวิญญาณครอง ไม่มีวิญญาณครอบครอง แต่ว่าตัวของเรานี้ เมื่อปั้นขึ้นมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วมีวิญญาณครอบครอง วิญญาณเข้าครองรักษา ให้เจริญวัฒนาขึ้นมาได้

เพราะมีวิญญาณเข้าครอง จักขุ ก็มีวิญญาณ โสตะ ก็มีวิญญาณ ฆานะ ก็มีวิญญาณ ชิวหา ก็มีวิญญาณ กายะ ในที่สุด ก็ มโนวิญญาณ เป็นผู้ครอง ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมา อาศัยธาตุของมารดาเป็นผู้ให้ความอบอุ่น อาศัยไฟ ธาตุไฟของมารดาได้รับความอบอุ่น จึงไม่เปื่อย จึงไม่เน่า ออกไปตามฤดูกาลของมัน ตัวร่างกายของเรานี่ได้มาจากพ่อจากแม่ นะ ธาตุน้ำเป็นธาตุของแม่ โม ธาตุดินเป็นธาตุของพ่อ เมื่อนำใส่กันไว้แล้ว ถ้าไม่มีธาตุไฟเข้ามาช่วย ให้ความอบอุ่นขึ้น มันจะแตก

 

กลละ ฆนะ เปสิ

 

ออกได้ยังไง มันจะแตกแข้ง แตกขา แตกหู แตกตา แตกตับ แตกไต แตกไส้ แตกพุง ระบบทางเดินในร่างกายเราจะเจริญไหม มันก็เน่าออก แท้งออกมา ไม่เจริญ ถ้ามีวิญญาณเข้าไปครองแล้ว ใจเข้าไปครองแล้ว ได้ธาตุไฟของมารดาให้ความอบอุ่น

 

กลละ ฆนะ เปสิ

 

มันค่อยแตกตุ่ม แตกอะไรขึ้นมา แตกนิ้วขึ้นมา แตกนิ้วมือเป็นตุ่มๆ ขึ้นมาน้อยๆ เออ เป็นตุ่มขึ้นมา ค่อยยื่นค่อยยาวออกมาเรื่อยๆ เล็บเท้า เล็บตีนก็เหมือนกัน

 

กลละ ฆนะ เปสิ

 

แตกแข้ง แตกขา แตกหู แตกตา แตกตับ แตกไต แตกไส้ แตกพุง แตกระบบทางเดินในอวัยวะครบถ้วนบริบูรณ์เสียก่อน ถ้าไม่ครบ ไม่ถ้วน ก็เรียกว่าไม่สมบูรณ์ เป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ อาจจะง่อยเปลี้ยเสียขา อาจจะ อ้า เสียหู เสียตาไปก็ได้ ที่มีแข้ง มีขา มีหู มีตา ก็เพราะอาศัยธาตุทั้ง ๒ ผสมกัน

นะ ธาตุน้ำ โม ธาตุดิน ผสมกันซะก่อน อาศัยธาตุไฟให้ความอบอุ่นเพิ่มเติมเข้าไปอีก มีความอบอุ่น ทำให้หัวใจเต้นตามจังหวะขึ้นมาได้ เจริญ หัวใจเต้นได้แล้ว เจริญเติบโตขึ้นมา ห้องมันก็ ตึกๆๆๆๆ อยู่ในของมันน่ะล่ะ หัวใจเต้น รู้จัก ความเต้นของหัวใจ ก็ปั๊มเครื่องใหญ่ เครื่องปั๊มใหญ่ ส่งโลหิตไปเลี้ยงทุกแขนง ทุกเส้น ทุกแห่ง เต้นตึกๆๆ จังหวะหัวใจ ถ้ามันเต้น มันทำงาน ตัวจักรกลอยู่ที่นี่ เป็นผู้เต้น

ถ้าหัวใจไม่เต้น มันจะเป็นยังไง ไม่มีวันเจริญได้ มีแต่หลู(หลุด) มีแต่แท้งออกมา เพราะมันไม่สมบูรณ์ ไฟไปหล่อเลี้ยงเรียกว่าไฟไม่สปาร์ค(spark ประกายไฟ) เออ พูดภาษาง่ายๆ ไฟไม่สปาร์ค(spark ประกายไฟ) อ้า ภาษาโลกเอามาผสมเข้า ไฟสปาร์ค(spark ประกายไฟ) ก็ทำงานทุกอย่างปะเนี่ย

เครื่องยนต์กลไกทุกชนิดก็เหมือนกัน เขาจัดทำขึ้น ต้องมีไฟเข้าไปช่วยซะก่อน มันจึงสปาร์ค(spark ประกายไฟ) พอเครื่องสปาร์ค(spark ประกายไฟ)แล้ว หัวใจก็จะทำงานเต้น ตูมตามๆๆ ขึ้นมา แล้วก็โลหิตทุกเส้น ทุกสาย โลหิตฝอย โลหิตใหญ่ โลหิตอะไรของมันส่ง มันส่งของมัน ปัม ตึมตัมๆ มันไปเองมัน นวดสมองนี่ล่ะ ปึบปั๊บๆๆ ขึ้นสมองไปหมด ให้ลำตีนลำมือมันก็เต้นปึบปั๊บๆ ไปหมด น่ะ อาศัยธาตุทั้ง ๒ นั้นเป็นเครื่องส่ง เรามีเครื่องส่งเต็มบริบูรณ์ดีแล้ว ถ้าธาตุไฟข้างในไม่ช่วยจะเป็นยังไง แม้การย่อยอาหาร มันก็ไม่ไปน่ะ มันไม่ย่อยกินแล้วมันก็ไม่ย่อย เพราะไม่มีไฟธาตุอยู่ในร่างกาย กินอาหารแล้วไม่ย่อยแล้วมันจะเป็นยังไง ท้องอืด ท้องเสียไปต่างๆ นานา เอ้เป็นที่มันถ่ายคล่องตัวอยู่ ถ่ายหนักก็ดี ถ่ายเบาก็ดี เพราะว่ามันมีเครื่องของมันดีอยู่ เครื่องจักรอยู่ในร่างกายเรา แสดงว่าอาศัยผู้อื่นประคบประหงมต่อ ต่อมา

ถ้าพ่อแม่ไม่ช่วยประคบประหงมมั่งจะทำยังไง ตาย ตายเท่านั้นแหละ หายใจไม่ออก หรืออะไรไม่ออกอันนั้น หัวใจไม่เต้น เออ ระบายหนัก ระบายเบามันก็ไม่ระบาย อืดขึ้นมา แน่นขึ้นมา ในที่สุดก็สู้ไม่ไหว ตายไปเท่านั้นเอง อย่างนี้ด้วยวิบากของกรรม เป็นสัตว์ อาจเป็นไปโดยอัตโนมัติ มันเต้นเองมัน มันเดินเองมัน เลือดก็ดี ลมก็ดี มันเดินไปตามจังหวะหัวใจทำงาน หัวใจทำงานแล้ว ธาตุทุกส่วนในร่างกายเราก็ทำงานไปด้วยหมด ทำให้หมุนเวียน ถ้าไม่สูบฉีดไปหล่อเลี้ยงอวัยวะในร่างกายเราทั่วถึงทุกเส้นทุกเอ็น ถ้าเกิดโลหิตตีบตันขึ้นมาจะเป็นยังไง อ้า เพิ่นก็จึง มีหมอศึกษาเอาไว้ในระบบทางเดินของร่างกายเรา ทางเดินอาหาร ทางเดินโลหิต ทางเดินของลม ทุกอย่าง ความอบอุ่นของร่างกายเราถ้ามันเย็นไปซะแล้วจะเป็นยังไง อยู่ได้พอชั่วโมงหรือเปล่า ตาย เออ ดับชีวา ไม่ ไม่เจริญ ไม่เติบ ไม่โตขึ้นไปได้ เพราะฉะนั้น ที่พวกเรารอดพ้นอันตราย อันสาหัสสากรรจ์นั้นมาได้ เพราะว่าน้ำใจของพ่อของแม่ เอาช่วย เอาใจช่วยกันดูแล มันเป็นหวัดหรือเปล่า มันเป็นไอหรือเปล่า เป็นไข้ตัวร้อนหรือเปล่า ช่วยประคบประหงม งมขี้งมเยี่ยว พูดภาษาให้ง่ายๆ อย่าว่าหาน่ะว่ามันหยาบ เออ

ใครประคบประหงมให้เรา อึออกมาใครเป็นคนเช็ดคนล้างให้ เยี่ยวไม่ออกก็เป็นยังไง หาสิ่งมาสวนมัน ให้มันออกมา น้ำเยี่ยว อึไม่ออก ขี้ไม่ออก ต้องหาเครื่องสวนมา สวนให้มันปื๊ดปาดๆ ออกมา ใครล่ะเป็นคนกระทำให้เรา หอบเราไปหาหมอ ให้หมอช่วย ให้ความปฐมพยาบาล ตั้งแต่เกิดขึ้นมา ขี้หู ขี้ตา ก็เป็นหน้าที่ของพ่อของแม่เช็ดให้ ปล่อยไว้ให้ขี้หู ขี้ตาติดกันอยู่ ตาติดต้อ(ตัน)กันอยู่ เอาน้ำมาแกะ มาล้าง มาเช็ด ตาติดต้อ(ตัน)ก็ลืมตาไม่ได้นะ ติดอยู่อย่างงั้นแหละ มันแห้ง ขี้ตามันออกมาแล้ว มันมาติดกันกับ มันกับขนตามันติดกันไว้ มันไม่ออก ลืมตาไม่ได้แล้ว ใครล่ะเป็นคนประคบประหงมเนี่ย แม่ หาผ้าชุบน้ำมาเช็ดให้ๆ เช็ดแล้วจนว่าขี้หู ขี้ตาแห้งๆ ติดอยู่นั้นก็ลืมตา ขึ้นมาได้แล้ว ดีใจ ถ้าลูกลืมตาขึ้นมาได้แล้วก็ดีใจ ลูกหายใจไม่ออก ขี้มูกตันจมูกซะ หายไม่ได้ออก หายใจทางปากเอา นี้ก็เป็นภาระของพ่อของแม่อีก ปิดจมูก ก็หาหมอให้หมอช่วย

มันเป็นมาตั้งแต่นานแล้ว ตั้งแต่สมัยพระเจ้าพิมพิสารเลี้ยงลูก เลี้ยง เออ ลูกชาย อ้า ขึ้นมา หายใจไม่ออก เลี้ยงลูกอ่อน หายใจไม่ออกทำยังไง พระเจ้าพิมพิสารท่านก็มีปัญญา ไม่ยากๆๆ แล้วเอาปากอมจมูกลูก หายใจไม่ออกมันตันดัง(จมูก)อยู่ อม ปากอมจมูก แล้วก็ดูดแรงๆ ปื๊ดๆๆ ๒ ที ๓ ที มันก็ออกมาหมด อยู่ในจมูก ในโพรงจมูก หายใจได้ร้องไห้ ว้อๆ ขึ้นมา แว เออ หายใจได้แล้ว ร้องไห้แล้ว เออ เนี่ยพระเจ้าพิมพิสาร เพิ่นทำเป็นตัวอย่างของโลก แต่ว่ามันก็เป็นกันอยู่อย่างงั้นไม่ใช่ๆ พระเจ้าพิมพิสาร เป็นกันมาอยู่อย่างงั้น ใครมีครอบมีครัว มีลูกมีเต้า ก็เป็นหน้าที่ของพ่อของแม่ที่จะดูจะแล ความปลอดภัยของลูกให้ทั่วให้ถึง หายใจไม่ออกก็เป็นยังไง จะหาวิธีช่วยเหลือยังไง กลางค่ำกลางคืน เขาก็อยู่ ไม่อยู่แหละ หอบเข้าไปหาหมอ หมออยู่โรงพยาบาลไหนที่จะช่วยได้ก็เอาลูกไป มันสลบไปแล้ว มันไม่หายใจแล้วทำไง ให้หมอไป กระตุ้น กระตุ้นวิธีไหนว่ะเนี่ย ทำให้หัวใจเต้นขึ้นมาได้ ตึกตับๆ หัวใจเต้นได้แล้ว สบายแล้ว เลือดลม ทั้งหลายก็ไหลเวียนแล่น ไปตามแขน ตามขา ตามตีน ตามมือได้ เออ หายใจคล่องตัวขึ้นมาแล้ว เนี่ยใครล่ะเป็นคนประคบประหงมก็พ่อกับแม่นั่นล่ะ เพิ่นจึงว่า

 

มาตาเปตติกะสัมภะโว

สัมภวธาตุทั้งหลายที่เรามีร่างมีกายมา ใครเป็นคนให้ ใครเป็นคนปั้นเรา ผสมเราให้เกิดติดเป็นมนุษย์ขึ้นมา ถ้าพ่อแม่ล่ะให้ธาตุดิน ธาตุน้ำซะก่อน แต่ว่าส่วนธาตุไฟ ธาตุลมมันก็มีจากพ่อแม่หายใจอยู่ เออ ก็ทำให้หัวใจเต้นขึ้นมาได้สบาย ถ้าหัวใจเต้นได้แล้ว บันดาลโลหิตทั้งหลายในสาระพังร่างกายทุกส่วน เออ จนถึงปลายมือปลายเท้า เต้นไปพร้อมๆ กัน ตึกๆๆๆ หมอ มารักษาอยู่ทุกวันนี้ ก็อาศัยระบบความเต้นของหัวใจ มันสม่ำเสมอหรือเปล่า ถ้าไม่สม่ำเสมอก็หาเรื่องสปาร์ค(spark ประกายไฟ) ให้มันเต้นขึ้นมาได้ หัวใจเต้นดีแล้ว ปกติดีแล้ว หายใจคล่องตัวแล้ว

เอ้า พ่อแม่ก็รับกลับไปรักษาอยู่ที่บ้าน แนะนำความรู้ให้ ให้รู้จักดูแลรักษาลูก อย่าปล่อยให้ลูกขี้มูกตันดัง(จมูก) ขี้มูกเหนียวตันดัง(จมูก) หายใจเข้าไม่ได้แล้วก็มันจะตายเอาง่ายๆ หายใจไม่คล่องตัว หัวใจก็ทำงานไม่ได้เต็มที่ หัวใจไม่เต้น เต้นเต็มที่ได้ นั่น พวกเราได้เป็นหนี้บุญหนี้คุณของพ่อของแม่ตอนนี้ เพิ่นให้ร่างให้กาย ให้ นะ ธาตุน้ำให้ โม ธาตุดินแล้ว ก็ยังไม่พอก็อาศัยไฟ ความอบอุ่นของพ่อของแม่ จนให้ความอบอุ่นให้ร่างกายทารกเจริญขึ้นมา

กลละ ฆนะ เปสิ

 

แตกแข้ง แตกขา แตกหู แตกตา แตกตับ แตกไต แตกไส้ แตกพุง เต็มหมดทุกส่วนไม่บกพร่อง แล้วก็เจริญมาเรื่อยๆ เวลาคลอด เออ บางทีก็คลอดยากลำบากเหลือเกิน ตายทั้งแม่ตายทั้งลูกก็มี อันนี้ก็ ก็ ไม่ได้เล่าได้เรียนอะไรหรอก แต่ว่าพ่อแม่เป็นผู้ประคบประหงมเรามา เวลาคลอดลูก ก็หัวคลอดออกแล้ว มันมาคาอยู่ที่ไหล่ หัวหย่อนลงมาที่พื้น ไม่ออกหรอก ต้อนแต้น(ชิ้นเล็กที่แขวนแกว่งไปมา)ๆ อยู่นั่นแหละทำไง เอาหมอที่ไหนมาช่วยบีบช่วยนวดให้ตกพวกออกมาแล้ว ห้อยอยู่อย่างนั้นล่องแร่งล่องแร่ง ให้ตกพวกออกมาก่อน ตกพวกออกมาแล้วยังไม่ร้องนะ ยังไม่ร้องตอนนั้น ตกพวกออกมาใหม่ๆ ยังไม่ร้องอีกยังสลบอยู่ พ่อกับแม่ก็ อ้า หรือว่าผู้หลักผู้ใหญ่ เพิ่นมาตบหลัง ตีจนหลังให้ ตุ๊บๆๆๆๆๆ ตุ๊บๆๆๆ ให้หัวใจเต้น แล้วจนร้อง อุว่าๆ ขึ้นมาปะเนี่ย อุว่าๆ เอาแม่ๆ ขึ้นมาปะเนี่ย เอออุแว้ๆ น่ะ เอาแม่ๆ ช่วยแม่ เออ อย่างงั้นล่ะ พ่อกับแม่ก็ดีใจว่าลูกร้องไห้ได้แล้ว เออ เอาน้ำอุ่นๆ มาล้างให้ ถ้ารู้เท่าไม่ถึงกาล ก็เอาน้ำเย็นไปล้างลูก ออกมาใหม่ๆ มันกำลังสะบั้นอยู่ เอาน้ำเย็นไปราด มันก็แรงไปเลย เขียวไปเลย ตัวเขียวตัวนั้นไปเลย หายใจไม่ทันแล้ว ปอดบวม ปอดหยังไป ทำนองนี้ ดูสิพ่อแม่ประคบประหงมเรามา เออ อันนี้เพิ่นสอนให้เราฟังหรอก คลอดออกมาใหม่ๆ มัน บ่าไหล่มันใหญ่ มันคาบ่าไหล่ ออกมาแต่คอออกมาแต่คอก็ห้อยต่องแต่งๆ ยังว่าสลบหรือว่าน่ะ เออ คลอดออกมาได้แล้วปะเนี่ย ไม่ร้องไห้ ให้ร้องไห้ต้องมาตบหลัง ตบไหล่ให้ เออ ตีนั่น ตีนี่ให้ ให้ๆๆๆ มันเต้นซะก่อน หัวใจสปาร์ค(spark ประกายไฟ)ซะก่อน จึงค่อยร้อง อุว่าๆ ขึ้นมา นั่น ก็ พอร้องไห้เสร็จแล้ว พ่อจึงค่อยดีใจ แม่จึงค่อยดีใจ ร้องไห้แล้ว อ้า เป็นหน้าที่ของพ่อของแม่ผู้อยู่ใกล้ๆ ดูแลเองดังนี้ พวกเราจึงปลอดภัยมาทุกคนที่มานั่งอยู่ร่วมกันแห่งนี้

บางรายก็ผ่าตัด มันคลอดยาก ช่องคลอดไม่เปิด ทำไงล่ะ หมอก็คิดขึ้นมาทัน ผ่าเลย ผ่าเอาออกทางท้องเลย ผ่าแล้วก็ดึงเอาเด็กน้อยออกมา เออ ดึงออกมาใหม่ๆ มันก็ตกใจแล้ว สลบไปอีก ทำยังไงจะร้องได้ เออ ก็พยายามหาวิธีแก้ไข ให้มันร้องอุแว้ๆ ขึ้นมา เออ พอร้องได้จึงค่อยดีใจ ไอ้ส่วนแผลที่ผ่าตัด หมอนั้นดูแลเอง เย็บ เย็บท้องเย็บไส้ให้ดีแล้วเรียบร้อย ทุกอย่าง มันเข้าที่เข้าทางมันหมดทุกแห่งแล้ว เนี่ยหมอช่วยเหลือมาทั้งนั้น บัดนี้ เพิ่นจึงมีบทสวดเบื้องต้น

 

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

จะว่าอะไร จะทำบุญสุนทาน หรือไหว้พระรับศีลอะไร ต้องมี นะโม ซะก่อน ถวายทาน ถวายสังฆทาน ถวาย อ้า อะไรก็แล้วแต่ ก็ว่า นะโม ซะก่อน เอา

 

นะโม

 

ขึ้นก่อน

 

ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

ต่อไป จึงเอา นะโม ขึ้นก่อนเสมอๆ พวกเราเนี่ย นะโม ขึ้นมาก่อน ตั้งแต่คลอดออกมาแล้วพู้น(โน้น)แหละ ออกมาแล้ว นะ ธาตุน้ำ โม ธาตุดิน จะมาช่วยประคบประหงม งมๆ กันอยู่นั่น กี่วัน กี่เดือน กี่ปี จะลืมตาอ้าปากมาได้ ออกมาใหม่ๆ ก็ดูดนมไม่เป็น ต้องเอานมใส่ปากให้ ดูดๆๆ ลูกดูดๆ ดูดๆๆ ก็ดูดปากเข้าไป น้ำนมมันหย่อนใส่ปาก มันมีรสหวานๆ หน่อยมันก็ดูด ใหญ่แล้ว เออ ดูด ดูดนมแม่ ดูดนมแม่เป็นแล้วก็ดีใจแล้ว ถ้าดูดนมไม่เป็นทำยังไง เออ หึหึ โอ้โฮ กัน เป็นของสาหัสสากรรจ์มาก เลี้ยงลูกปลูกโพธิ์ ไม่ใช่เป็นของง่ายๆ

กว่าจะเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาได้ ยังไม่โตขึ้นมารู้เรื่องเดียงสา เดินไปได้ มาได้ ก็เอาแต่ใจตัวเองทั้งวัน เออ เอาแต่ใจตัวเอง อะไรไม่ได้ใจตัวเองก็ตีเข้า ปั๊บๆๆๆ ร้องไห้ เออ เอาแต่ใจตัวเอง ผู้แสดงอยู่นี้ ผู้เทศน์อยู่นี้ ไม่เคยร้องไห้กับแม่เลย แม่จะไปไหนๆ ให้นั่งอยู่เฉยๆ นั่งอยู่เฉยๆ แม่จะไปทำไร่ไถนา ก็ให้ทำนา ดำนา ปักกล้า ดำนาไป ให้นอนเอาผ้า ผ้าโสร่งของพ่อมาห่มให้ แล้วก็นอนเฉย เวลาลุกขึ้นมาคลานไปได้ ไปเห็นเขาอ้า เขาเปิดป่อง(ช่อง) กระดานเถียงนา เปิดช่องไว้ คลานมาถึงช่องนั้น เห็นช่องมันแล้ว ก็ไม่ปีนไม่ป่าย กลับไปนอนอีกอยู่อย่างงั้นน่ะ เนี่ยประวัติของตัวเองหรอก ไม่เคยร้องไห้กับแม่ แม่จะไปไหนมาไหนไม่เคยร้องไห้ตาม เออ ใครๆ ว่ามันรู้ปะสาอยู่ ว่าอันนั้นเป็นป่อง(ช่อง) เป็นช่อง เขาเปิดไว้ ถ้าคลานต่อไปก็ตกลงไปพื้น ตาย หลังเดียวนี้ไม่ไป พอเห็นช่อง เห็นป่อง(ช่อง)อย่างงั้นน่ะ คลานกลับคืนไป ไปนอนห่มผ้าเฉย แน่ะ เออ เป็นคนอย่างนี้ประวัติ เขาเล่าให้ฟังตั้งแต่โน่นหรอก ไม่เคยร้องไห้กับแม่ แม่ไปไหนมาไหนไม่เคยร้องไห้กับแม่ เวลาหิวนมนู้นแหละ หิวนมแล้วก็ร้องไห้บ้าง เออ แม่ยายเป็นคนอ้วนๆ หน่อย มีนมเหี่ยวแม่ยาย แม่ตู้ เพิ่นเอาใส่นมแม่ตู้ให้ดูด ก็ดูดนมแม่ตู้ ไม่มีน้ำหรอก ดูด เดี๋ยวก็ร้องไห้ เดี๋ยวแม่มาๆ แม่มาแล้วๆ เพิ่นตั๋ว(โกหก)อยู่อย่างงั้นแหละ ก็พักอยู่จนว่า แม่มาซะก่อน นั่น จึงค่อยได้ดูดนมแม่ อันนี้เพิ่นเล่าให้เราฟังหรอก เราจำได้ เออ รู้จักปะสาอยู่ตั้งแต่น้อยมา เออ

เพราะฉะนั้น การเลี้ยงลูกปลูกโพธิ์ ไม่ใช่เป็นของง่าย เป็นของลำบากยากเย็นมาก ต๋บ(ซัก)ผ่า(ผ้า)ขี้ ตี่(แยก)ผ่า(ผ้า)เยี่ยว แคะขี้หู แคะขี้ตา อ้า ป้อนข้าว ป้อนน้ำ สิ่งใดมันเป็นก้าง เป็น กระดูก ก็ไม่ให้ลูกกินแหละ ถ้าให้มีแต่เนื้อ ถ้าจะเอาป้อนเนื้อ ป้อนปลาอะไรก็ ไม่ให้มีก้าง มันจะคาคอ อ้า ถ้าอมเข้าไปแล้วก็ จก(ล้วง)ออก จก(ล้วง)กระดูก จก(ล้วง)ก้างออก อ้วกๆ อันนี้มันคาคอ ติดคอก็เฮ็ด(ทำ)เอา ให้เอาจนพอแรง จนรู้เดียงสา เออ จนกินข้าวกินปลาเป็นมาหรอก เลี้ยงแต่ละคน มันเท่าไหร่ล่ะ แม่เลี้ยงลูกมาแต่ละคนมันเท่าไหร่ แม่ของเรา มันเหลือเงินนะมีลูกตั้ง ๑๙ คน เราเป็นคนที่ ๖ น้องลงไปอีกเท่าไหร่คน ๙ คนน่ะ น้องลงไป ๙ คน แม่มีลูกอยู่ไฟมาตั้ง ๑๙ หม้อคว่ำ ๑๙ อยู่กรรมความเย็น ๑๙ คน เราเป็นคนที่ ๖ ลงไปอีก ๑๓ คนน้องเรา เออ เป็น ๑๙ คน รวมกันแล้วมากมายขนาดนั้นน่ะ

แต่ว่าเหตุใดจึงไม่เหลือ หมด เราก็บ้านนอก ไกลบ้าน ไกลเมือง ไกลหมอ บ้านนอกออกไป เกิดอหิวาตกโรค ทั้งบ้านทั้งเมือง เด็กน้อยๆ ลงไป น้องเรา ๕ คนนอนเรียงกันอยู่ เราเป็นคนที่ ๖

 

น้อง ๕ คน เขาเอาไปฝังคืนเดียวหมด

ตาย ตาย ตาย ท้องเสีย ท้องเสีย

 

เสียแล้วก็ตาย เอาไปฝังทั้ง ๕ คนเลย เหลือแต่เราผู้เดียว พอดีหมอในเมือง ขี่ล้อขี่เกวียนออกมา เอายามาแจก ได้กินยาหมอ อ้า หมอเอายาอะไร น้ำหวานๆ เวินๆ เนาะ(นะ) จิ๊บเอาเท่านั้นมาแหละ โอ้ จิ๊บแล้วเนี่ย แห้งคอวาบโลด กินลงไปเนี่ย
แห้งคอวาบ ฝืนเอา ขวดหนึ่งๆ กินจนหมดขวดแล้วก็อยู่ล่ะ ขวดของหมอ ยาของหมอ เออ ไม่ตาย เพราะหมอไปพ้อ(พบ)พอดี หมอไปพบเรากำลังนอน แขม่วๆ อยู่ พาเรารอดมาได้ ๕ น้องพากันตายหมด ไอ้นี่มันเกิดขึ้นมาใหม่หลายคนเอา เกิดมาที่หลัง พวกที่ตายไปก่อน อ้ายอยู่(ชื่อสมบัติคนที่ ๒ อายุน้อยกว่า ๙ ปี) อ้ายสำ(ชื่อสำลี อายุน้อยกว่า ๑๖ ปี) คำผัด(ชื่อคำผัด อายุน้อยกว่า ๑๕ ปี) อ้าย... เออ อะไรของมันหลายคนอยู่

นี่ยังอยู่ ยังไม่ตาย เพราะว่ามันโรคอหิวาต์ มันดับไปแล้ว ก็เลยไม่ได้ประสบภัยเช่นนั้น อหิวาตกโรคมันเกิดขึ้น ตายหมด เด็กน้อยสมัยนั้นตายหมด รุ่นเดียวกันหรือน้องๆ ลงไปทุกคนตายหมดไม่เหลือ แต่ตัวเนี่ย คนเนี่ย จนเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาหน่อยหนึ่งแล้ว กินยาเป็นแล้ว ก็เลยรอดภัยมา เพราะฉะนั้น การเกิดของพวกเรา ด้วยวิบากของกรรม

 

กัมมะวิปาเจนะ สัจจานัง กัมมะปัจจะยา

 

สัตว์โลกเป็นอยู่ด้วยกรรม ถ้ากรรมยังหล่อเลี้ยงอยู่ ก็เจริญวัยขึ้นมาได้ ไม่ตาย เออ แต่มารอดตายหลายครั้ง หลายคราวอยู่ ก่อนจะมาบวชได้ ก็รอดตายมา อายุ ๑๗ ปี แล้วเป็นไข้ หรือว่าเป็นบาด เป็นแผลที่ขา เออ จนว่าไปไหนไม่ได้ก็นอน นอนซมอยู่กับที่ แม่ก็มากางมุ้งให้ กางมุ้งให้นอนในมุ้ง เพราะตอนนั้นแมลงวันมันตอมหึ่งอยู่ มันจะอันตรายแก่บาดลูก อืม มาไล่แมลงหวี่ แมลงวันให้ เออ อยู่อย่างงั้นล่ะ อดตาหลับขับตานอน ว่าล้างแผลล้างอะไรมันเป็นฝี มันระเบิดออกมายังไงไม่รู้ ใหญ่โต แต่ไม่ได้เล่าแต่เบื้องต้นมาหรอก มาเล่าเอาตอนมันเป็นบาดใหญ่ๆ แล้วนี่ นอนซมอยู่ นอนไปไหนมาไหนไม่ได้ จนเอาดนตรีมาเล่น ดนตรี สีซอ ให้เขาเข่ง(ทำให้ตึง)ให้ ดนตรีสีซอ ปี่ แคน เหล่านี้ เอาโน้ตมันมา เอาโน้ตมันมาแล้วก็มานอนเขียน เขียนโน้ตมันใส่ลูก(ลูกระนาด)แทน เขียนโน้ตมันใส่หัวพิณพาทย์ ระนาด ที่เขาซื้อมาให้เล่น เขาเห็นว่า ทำเป็นๆ ก็ซื้อมาให้ จนเป็น จนเป็นทุกอย่าง เออ ดนตรีวงเล่นกับเขาได้ งูๆ ปลาๆ หรอก ไม่เก่งแท้หรอก ดนตรี แต่มาฟังดนตรีเขาทุกวันนี้ อ้า ฟังไม่ออกเลย ไม่รู้มันอะไรต่ออะไร ...เร็วไปหมด ไม่อะไร มัน ไม่ๆๆๆๆๆ ไม่ทำตามสูตร ตามโน้ตมัน เป็นเพลงก็เป็นเพลงอะไรก็ไม่รู้ เพลงดอกดิน พม่ารำขวาน เพลงเขมรเทวา เพลงอะไรๆ พวกนี้มันก็มีหมดทุกโน้ต โน้ตมันมี เป่าตามโน้ตมัน เป่าแคนก็เป่าตามโน้ตมัน ตีพิณพาทย์ ก็ตีไปตามโน้ตมัน เขียนใส่หัวมันหมดแล้ว อืม เขียนใส่หัวมันหมดก็ตีเป็นเพลงไปเลย เขานึก นึกงง อัศจรรย์เอ้ กูฟังมันตีอยู่น่ะ มันเป็นเพลงแล้วน่ะ เออ มึงทำยังไงถึงตีเป็นเพลงได้ โอ้ย มันก็อยู่ที่หัวนี่แหละอ่ะ เขียนโน้ตมันใส่หัวพิณพาทย์มันเป็น คู่ ๘ ก็ตีไปตามนั้นแหละ

 

โด โด มี ซอล ซอล ซอล ลา ซอล ฟา ลา ซอล

มี ซอล มี เร เร เร มี เร โด โด

โด โด มี ซอล ซอล ซอล ลา ซอล ฟา ลา ซอล

สร้อย ทีแล้ว

ซอล ลา ที ลา เร ลา ที ลา ซอล ซอล ลา ซอล ฟา มี

ฟา ลา ซอล มี โด โด มี เร เร ลา ที ลา ซอล

 

นี่ๆ เป็นเพลงอันนี้ เพลง เพลงชาติ ประเทศไทย เพลงพม่ารำขวาน เพลงสรรเสริญพระบารมี มันก็ตีไปตามนั่นน่ะ ตีไปตามโน้ตนั่นแหละ โน้ตมันเขียนไว้ใส่หัวแล้วก็ตีได้เป็นเพลงได้เลย ไม่ต้องยากลำบากเลย เออ เขาก็งึดง้อ(คิดไม่ถึง) ทำยังไงมึงถึงทำได้ ทำยังไงมึงจึงทำได้ เออ มันอยู่ในหัวนี่แหละ ฮะฮ่ะ เออ ทำเป็น ทำเป็นแต่ว่าไม่ไพเราะเพราะพริ้งเท่าไหร่หรอก แต่ก็งูๆ ปลาๆ ไปกับเขาไปอย่างงั้นแหละ ได้จบ เพลงอะไรๆ ก็ตีจบ เป่าแคนจบ สีซอจบ อ้า มันสีซอเฉยๆ เนี่ย แน่ะ มันไม่ยากอะไรหรอก ดนตรีทางโลก เขาก็มีโน้ตทำตามโน้ตมัน เพลงพม่ารําขวาน เพลงเขมรเอวบาง เพลงอะไรต่ออะไร มันก็ไปตามเพลงของมันล่ะ ไม่ยากเลย อืม เพราะว่ามันมีหัวอยู่แล้ว อืม มันเขียนได้อยู่แล้ว เขียนใส่โน้ตไว้แล้วก็ ตีไปตามนั้น สีไปตามนั้นก็เป็นเพลงเป็นอะไรขึ้น อยู่บ้านของเรา เพิ่นเป็นบ้านผู้ใหญ่บ้าน บ้านหลังใหญ่สักหน่อยหนึ่ง เย็นมา ตกเย็นมาแล้วเขาก็มาแล้ว เพื่อน พวกทั้งหลายก็มารวมกัน บรรเลงกัน ตึมๆๆๆ อยู่ที่บ้านน่ะ เขาชมเชยเรา เหมือนนั่งอยู่ในเมืองในนา เออ ได้ฟังดนตรีแล้วเหมือนอยู่ในเมืองในนา อืม บรรเลงเพลงอันนั้น บรรเลงเพลงอันนี้ขึ้นมา สนุกสนานกันครึกครื้นรื่นเริง แน่ะ ทางโลกก็มีอยู่บ้างนิดๆ หน่อยๆ พอแผลดีแล้ว แผลขาดีแล้ว เดินได้ไปได้มาแล้ว เขาเลยซื้อพิณพาทย์มาให้เล่น ก็ไปเล่นลิเกกับเขา เออ ไปเล่นละครกับเขา สนุกสนานไปอย่างงั้นแหละ เออ เพลงของโลก บรรเลงๆ บรรเลงเพลงโลกต่างๆ ก็พอม่วน(สนุก)ๆ สาวๆ กับเขาไป แต่ว่ามันผิดมันถูก เรารู้อยู่ เล่นผิด เว้ย เล่นผิด เล่นไม่ถูก บอกเขาหมดแหละ เล่นไม่ถูกมันก็ขัดกันเด้ มันไม่ไปทางเดียวกันหรอก พม่ารำขวาน เขมรเทวา อะไรๆ ติดกัน ทองย่อน ทองเยน เออ นี่เหล่านี้เป็นต้น

อันนี้พูดนอกลู่นอกทางจากธรรมะออกไป การฝึกปรือ ไม่ได้อยู่เฉยๆ ก็กลายเป็นเพลงขึ้นมาได้ เป็นสูตรขึ้นมาได้ เป็นดนตรีขึ้นมาได้ กลองเขาก็ทำมาให้ กลองรำมะนาเขาก็ทำมาให้ เออ สีซอเราประดิษฐ์ประดอยเอาเองหรอก ประดิษฐ์ประดอยเอาเอง ขลุ่ย ขีดๆ แคนๆ เกินๆ เหล่านี้ พอเป่ากับเขาได้ เป็นเพลงได้ เข้าวงดนตรีเขาได้อยู่ อ้า มันหัดเอาฝึกเอาเป็นได้ทุกอย่าง เพราะฉะนั้น การมาบวช ก็ไม่ได้ยัง ฝันไป ได้ไปบรรเลงเพลงปี่พาทย์ ระนาด ฆ้องวง กับเขาอยู่ เอ้ มันทำไมไปอย่างงั้นล่ะ เราไม่สนใจแล้วมันหรอก แต่มันก็เอาจนจบ ทุกวันๆ น่ะเพิ่นเอาไปทุกวันๆ มันบรรเลงไปได้ อันนั้นเกิดจากการฝึกฝนอบรมแล้วย่อมดี ย่อมเป็นศิลปะ ศิลปินได้ ทำให้เกิดเฉลียวฉลาดขึ้นมาได้ ในทางโลก ทางธรรมก็เหมือนกัน ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้เป็นทางธรรม เรื่องศีล สมาธิ ปัญญา เออ

เมื่อบวชเขามาใหม่ๆ อยู่ได้ ๑๐ กว่าพรรษา เขาให้ออกธรรมทูต เป็นพระธรรมทูตออก ไปสายพู้น(โน้น)น่ะ สายบ้านนอกไปตรงนู้นน่ะ บวชเข้ามาแล้ว เป็นนักเทศน์ซะแล้วปะเนี่ย ไปเป็นธรรมทูตไปเทศน์ให้เขา บ้านนอกตามภูเขาเหล่ากาที่ไหน ไปถึงด่านซ้าย ด่านเซ้ย ไปถึงโน้นประเทศลาว ประเทศเลอพู้น(โน้น)แหละ เป็นธรรมทูตไปอยู่พักหนึ่ง เออ ๔ ๕ ปีแล้วเขาก็ให้หยุด ให้หา ให้หยุด พระธรรมทูตก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้ว มันเหนื่อยแล้ว ข้ามภู ข้ามภู ข้ามเขา เหนื่อย มันแก่มาเขาก็ใช้ในงาน อย่างเนี่ย งาน มีงานที่ไหนๆ ที่ไหนๆ อยู่ในกรุงเทพฯ นี่หลายแห่ง เออไปเทศน์ทั้งนั้นแหละ เทศน์บ้านนอก สมุทรสาคร สมุทรปราการ สมุทร อ้า ปากน้ำ ปากเนิบ ที่ไหนไปหมดทุกแห่ง ปักษ์ใต้เพิ่นก็ลงไปฮอด(ถึง) ภูเก็ต พังงา เออ ไปธรรมทูต ถ้าพูดแล้วก็ไปธรรมทูต ไปหาเทศน์เขา ให้เรื่อยๆ เออ จนพอมีคำพูดคำจามาพูดกับญาติกับโยมได้ ก็เพราะเคยผ่านอบรม เที่ยวจาริกธรรมทูต ไปทุกหนทุกแห่ง พอนึกออกอยู่ธรรมะธัมโม อ้า จำครูบาอาจารย์ได้บ้าง ต้อง

 

ครูบาอาจารย์หลุย(หลวงปู่หลุย จันทสาโร)

ครูบาอาจารย์ชอบ(หลวงปู่ชอบ ฐานสโม)

หลวงตามหาบัว(หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน)

อาจารย์หลวงปู่เหรียญ(หลวงปู่เหรียญ วรลาโภ)

หลวงปู่บัวพา(หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส)

 

เหล่านี้ มีแต่ขอฟังเทศน์เราอย่างเดียว พวกหลวงปู่บัวพา
(หลวงปู่บัวพา ปัญญาภาโส) หลวงปู่เหล่านั้น เพิ่นก็เทศน์เป็นแล้วเพิ่น เอาแต่จะฟังให้เล่านิทานให้ฟังแหน่(หน่อย) เราก็เล่านิทานให้ฟัง อ๋อ ร้องไห้ เล่านิทานบางอย่าง ร้องไห้ หันหน้าเข้าฝา หึ เออ หลวงปู่ทั้งหลาย หลวงปู่วัดโพธิ์(หลวงปู่จันทร์ศรี จันททีโป) เพิ่นก็ยังได้ฟังนิทานของเรา หันหน้าเข้าฝา ไม่ใช่นอนตะแคงมาทางนี้ หันหน้าเข้าฝา ฟัง แต่ว่าฟังไปแล้ว เราหยุดไป แน่ะ เอาต่อๆๆๆ เออ ต่อไปๆ อย่างงั้นแหละ เล่านิทานเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เออ นิทานโบร่ำโบราณ มันมีเยอะแยะได้ยินได้ฟังมาแล้ว เอามาเล่าให้กัน เป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมา อืม ไปบางแห่งก็ไปฉายหนังจีน ฉายหนังจีนเรื่องพระเจ้าหวางตื้อ มิ่งกงฝ่า เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตนั้นก็ได้

อันนี้พูดให้ฟังเฉยๆ หรอก อ้า พระไม่ได้ศึกษาอบรมได้มหง มหาอะไรกับเขา แต่ว่าเราเทศน์ให้พวกมหาฟังหลายแล้ว อ้า ไปที่ไหนๆ เขาก็เอา เออ เทศน์ๆๆๆๆ นะ เทศน์นะ เทศน์ก็หาเรื่องมาเทศน์ แล้วเพราะฉะนั้น การศึกษาไม่ว่าเป็นภาษาลาว เป็นภาษาไทย เป็นภาษา ภาคไหนๆ เราก็เอามาร้องกันได้ มันก็เป็นเทศน์เป็นธรรมไปในตัวน่ะ เอาธรรมะธัมโม แทรกแซงเข้าไป ก็กลายเป็นธรรมะธัมโมกันไป เป็นคติเตือนใจของๆ ประชาชนผู้นับถือศาสนา เป็นชาวพุทธทั้งหลาย ก็จะได้จำเอาไปเป็นคติ อ้า ท่าน พ่อแม่เลี้ยงดูเรามา วันนี้ก็คงมีคติ จะเตือน ก็เตือนใจอยู่บ้าง พ่อแม่เลี้ยงเรามาพาเราโตขนาดนี้ จนเป็นผู้เป็นคน บางคนก็สอนยาก ว่ายาก สอนยาก ว่าเถียงพ่อเถียงแม่ ทืบแป้น(ไม้กระดาน)ใส่แม่ใส่พ่อก็มี โอ้ อย่างนี้ก็มี ถ้าจะเอามาเล่า มันอาจจะถูกคนบางคนที่พ่อแม่สอนยาก ว่ายาก สอนยาก ตั้งแต่เข้าโรงเรียนมา ก็โตมาแล้วก็ดื้อรั้น ดันทุรังกับพ่อกับแม่ตัวเอง ทำให้พ่อแม่น้ำตาซึมออก เลี้ยงมาพาใหญ่เหลือเกิน จะโตมาทำไมเป็นอย่างงี้ลูกเรา จะพึ่งได้ไหมหนอ ฝ่าฝืนคำสั่งคำสอนของพ่อของแม่ เลยเสียผู้เสียคนไปก็มี อ้า เป็นนักเลงถิ่นเขตไปก็มี เป็นนักเลงสุรา หรือนักเลงการพนันไปต่างๆ นานา ฝ่าฝืนคำสั่งของพ่อของแม่ ไม่อยู่ในคำสั่งคำสอนของพ่อของแม่ ชอบดื้อรั้นดันทุรัง ถ้าพอพ่อแม่สอน พ่อแม่สอนแล้ว ว่าล่ะ บ่นอยู่นั่นแหละ อ่ะน่ะ ลำบาก รำคาญจะตาย เออ เขาว่า พ่อแม่สอนเขาก็หาว่าพ่อแม่ร่ำไร ทำให้เขารำคาญใจ มัวแต่พูดอยู่นั่นแหละ น่ะ พ่อแม่เตือน เป็นใหญ่เป็นโต เวลาไปเล่าเรียนศึกษาจนได้ เออ ปริญญาออกมา ถ้าพ่อแม่สอนนิดหน่อย พ่อแม่ไม่ได้เรียนอะไรหรอก ป.๔ ก็ไม่จบ อ่ะ

แต่ว่าพ่อแม่รู้จรรยาบรรณ อะไรพ่อแม่รู้ ถ้าลูกทำผิดไปนิดๆ หน่อยๆ พ่อแม่ก็เตือน ถ้าเตือนแล้วก็ สู้พ่อ สู้แม่ ทืบบ้านใส่พ่อใส่แม่ พ่อแม่พูดไม่ออก ก็น้ำตาพัง(ไหลพราก)ไป โอ้ เลี้ยงยากเหลือเกินนะ แต่ว่าเขาทำไมฝ่าฝืนคำสั่งคำสอนของพ่อของแม่ขนาดนี้ โธ่ เทวดา ไปทำยังไง ไปทำใส่เทวดา อ้า บิดามารดา เป็นเทวดาของบุตร บิดามารดาเป็นครูของบุตร ของลูก ของหลาน ถ้าไปทืบแป้น(ไม้กระดาน) ทืบอารมณ์ใส่พ่อแม่ จะบ้าเหรอ ทำใส่ประชดเทวดา พ่อกับแม่เป็นเทวดา

 

อาหุเนยยะ ปุคคะโล จะ

 

บิดามารดาเป็นพระอรหันต์ของลูกน่ะ ฟูมฟักรักษา ต๋บ(ซัก) ผ่า(ผ้า)ขี้ ตี่(แยก)ผ่า(ผ้า)เยี่ยว ไม่เคยขี้เกียจรังเกียจเลย ถ้าโตมา มาทืบบ้าน ทืบแป้น(ไม้กระดาน)ใส่พ่อใส่แม่ ได้เรียนสูงขึ้นทั้งหลายได้ปริญหยอก ปริญญามาแล้ว ทำให้พ่อแม่น้ำตาออกอีก อ้า ไปทืบบ้านทืบเฮือน(บ้าน)ใส่พ่อแม่ ร่ำไรอยู่นั่นแหละๆ เปล่าพ่อ เพิ่นร่ำไร อ้า บ่นจุกจิก จู้จี้ ดีกว่ากลัวลูกจะไปเสียผู้เสียคน ไปเที่ยวเตร่เฮฮ่า ไม่รู้จักกาลเทศะ ไม่รู้จักพระ จักเจ้าอะไรหรอก เขาเที่ยวไปตามสนุกสนานครึกครื้น อ้า ถ้าเข้าวัดเข้าวาได้ เออ ตีฆ้อง ตีกลอง ลำวง ลำเวน สนุกสนาน เข้าวัดเข้าวา เขาว่าเขาทำถูก แต่ที่จริงมันผิดศีลธรรมไป ทำอย่างงั้นผิดศีลธรรม พ่อแม่เป็นห่วงเป็นใย เป็นสาว เป็นนางอะไร จะเสียผู้เสียคน พ่อแม่เป็นห่วงก็ร่ำไร อยู่นั่นแหละ เออ พ่อแม่ร่ำไรว่าให้ เล่า ร่ำไรอยู่นั่นแหละ ไป ก็ความเป็นห่วงเป็นใยหรอกจึงได้เตือน

แต่ว่าบ้านเราเมืองเรา เป็นเมืองเจริญแล้วคงจะไม่มีคนชนิดนั้นหรอกนะ ชนิดเถียงพ่อเถียงแม่ ต่อล้อต่อคำกัน ถกเถียง
กัน
ใช้อารมณ์ คำหยาบๆ คายๆ ออกมา เออ พอเราได้รับการศึกษาสูงแล้ว นี่ระดับมหาวิทยาลัยแล้ว จรรยาบรรณของพวกเราคงจะไม่เอามาใช้อย่างบ้านนอกเขาหรอก บ้านนอกเขามีคำหยาบๆ คายๆ ตำ...แม่มัน ไปต้องตำทุกอย่างล่ะ เออ ด่ากันหยาบๆ คายๆ ไม่มี ผู้ได้รับการศึกษาสูงๆ แล้ว คำหยาบๆ คายๆ จะไม่ได้ยินเลย มีการอ่อนน้อมถ่อมตน เคารพผู้เฒ่า
ผู้แก่ ผู้สูงอายุ เออ มีจรรยาบรรณที่ดีงาม ก็ได้รับการศึกษากันมาทั้งนั้น ได้เป็นครู เป็นอาจารย์สอนลูกศิษย์ตั้งหลายรุ่นแล้วก็มี สอนลูกศิษย์ลูกหามาหลายรุ่นแล้ว เป็นครูสอนนักเรียน สอนมาเท่าไหร่แล้วตั้งแต่ป. ๑ ป. ๒ ป. ๓ ป. ๔ มาเรื่อยๆ จนเด็กมัธยม มัธยมขึ้นมา จนได้ปริญญา ปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอกจนได้เป็นถึงด็อกเตอร์(doctor ผู้สำเร็จปริญญาเอก)
ก็มีน่ะ อ้า ยังไปพูดคำหยาบๆ คายๆ กับพ่อกับแม่อย่างงั้น เราได้รับการศึกษามาเฉยๆ แต่ไม่ปฏิบัติตนอยู่ในขอบข่ายของนักศึกษาสูงเลย ทำให้พ่อแม่น้ำตาไหล น้ำตาออกร้องไห้ เพราะว่าวาทศิลป์เขาเก่งกว่าพ่อแม่ เฮอะๆ อ้า ด่าพ่อตอบ ด่าแม่ตอบ ทำนองนี้ เขาได้รับการศึกษาสูง เขาก็มีวาทศิลป์สูงขึ้นมา กระทบกระเทือนจิตใจผู้ปกครอง ก็ทำให้ผู้ปกครองหนักอกหนักใจต่อไป เพราะฉะนั้น ก็ขอฝากกับลูกกับหลานด้วยอย่าได้หยาบคาย กับพ่อ กับแม่ กับผู้บังเกิดเกล้าของตัวเองเลย ต้องเคารพนบไหว้บูชา

 

ปูชา จะ ปูชะนียานัง เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

 

การบูชาแก่บุคคลผู้ควรบูชาเป็นมงคลชีวิต ผู้ใดเห็นก็เคารพนบไหว้ อ้า มีจรรยาบรรณที่ดีงาม ไม่พูดคำหยาบกับใคร คำหยาบคายกับผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุ ผู้ได้มีการศึกษาสูงมาก่อนเรา อย่าไปใช้คำหยาบแก่ท่านเหล่านั้นเลย จรรยาบรรณเขา ไม่เอามาใช้หรอกอย่างนี้

ดังที่แสดงมา เพื่อต้องการให้ได้ยินได้ฟังกันทั่ว ขอให้นำไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนเองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ตั้งอกตั้งใจเคารพนบไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้สูงอายุกว่า เชื่อฟังผู้หลักผู้ใหญ่ ต่อแต่นั้นก็จะได้ประสบพบเห็นแต่ความสุขความเจริญทั้งทางคดีโลกและทางคดีธรรมทุกประการ รับประทานวิสัชนามา ก็ยุติโดยเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

(สาธุ สาธุ สาธุ)

 

ญาติโยมทั้งหลายพร้อมกันมา โมทนาสาธุการ เพิ่มพูนทุนก่อสร้างพระมหาเจดีย์เป็นจำนวนมากมาย เราเป็นหนี้เป็นสินเขาอยู่ มากมายอยู่ มีผู้มาตีตื้นให้ ก็หนี้สินก็หมดไปๆ ใกล้จะเสร็จแล้ว อ้า เจดีย์ ยังยอดมันยังไม่ ยังไม่ต่อ ยังไม่ได้ยกยอด ยอดฉัตร เป็นทองคำ อันนั้นเป็นทองคำ หลายบาทอยู่อ่ะ ด้วยน้ำใจศรัทธาของญาติโยมทั้งหลาย ของจงเป็นพลวปัจจัย ดลบันดาลให้ทุกคนๆ ได้รับ ได้รับความสุขความเจริญในทางโลกและทางธรรม เงินทองไหลมาเทมาเด้อ

 

(สาธุ)

 

เงินคำแก้ว อย่าได้ขาดเขินถง

ขอให้ฮงๆ ใส ดั่งทองในเบ้า

ขอให้ไหลมาเต็มกระเป๋า อึ่งตึ่ง

 

(สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ)

 

สิกขาบท ๕

 

ปาณาติปาตา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการฆ่า เบียดเบียนสัตว์อื่น

 

อะทินนาทานา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการถือเอาของที่เขามิได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย

 

กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ผิดลูกผิดเมียผู้อื่น

 

มุสาวาทา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากการพูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ

 

สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี

สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ

เว้นจากของเมา คือ สุราอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท

 

 

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

รูปนี้เป็นกลละก่อนจากกลละเป็นอัพพุทะ

จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ

จากเปสิเกิดเป็นฆนะ

จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา)

ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ (เป็นต้น) เกิดขึ้น

มารดาของสัตว์ในครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด

สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ก็ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วย

อาหารอย่างนั้นในครรภ์นั้น

 

(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค ยักขสังยุต

อินทกสูตรที่ ๑ ข้อ ๘๐๓)

 

 

มาตาเปตติกะสัมภะโว

เกิดแต่มารดาบิดา

 

โอทะนะกุมมาสุปะจะโย

เติบโตขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด

 

(พระไตรปิฎก เล่มที่ ๙ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑

ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค

ข้อ ๓๒๙ วิชชา ๘ วิปัสสนาญาณ)

 

พระอรรถกถาจารย์ได้นำมาเรียบเรียงเป็นภาษาบาลี

แสดงให้เห็นขั้นตอนการเกิดของมนุษย์นั้น สรุปได้ดังนี้

 

สัปดาห์ที่ ๑

เป็น กลละ มีลักษณะใสดุจน้ำมันเนย

มีขนาดเล็กมากเท่าหยดน้ำมันงาที่นำปลายขนจามรี

มาจุ่มและสลัดออก ๗ ครั้ง กลละจะมีขนาดเท่าหยดที่ ๗

ซึ่งเล็กมาก จนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้

 

สัปดาห์ที่ ๒

เป็น อัพพุทะ มีลักษณะข้นขึ้น ดุจน้ำล้างเนื้อ

 

สัปดาห์ที่ ๓

เป็น เปสิ มีลักษณะเป็นชิ้นเนื้อ

 

สัปดาห์ที่ ๔

เป็น ฆนะ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อ มีสัณฐานดังไข่ไก่

 

สัปดาห์ที่ ๕

เป็น ปสาขะ มีลักษณะแตกออกเป็น ๕ ปุ่ม คือ

ศีรษะ ๑ แขน ๒ ขา ๒ เรียกว่า ปัญจสาขา

 

สัปดาห์ที่ ๖

เป็น ปริปากะ เป็นปัญจสาขาที่แก่ตัว คือเจริญเต็มที่

 

สัปดาห์ที่ ๗

เกิด จักขุปสาท มีการเจริญทางประสาทตา

 

สัปดาห์ที่ ๘

เกิด โสตปสาท มีการเจริญของประสาทหู

 

สัปดาห์ที่ ๙

เกิด ฆานปสาท มีการเจริญของประสาทจมูก

 

สัปดาห์ที่ ๑๐

เกิด ชิวหาปสาท มีการเจริญของประสาทลิ้น

ส่วน กายปสาท นั้นมีมาแล้วในขณะที่เกิดปฏิสนธิจิต

นับตั้งแต่ อุปาทะขณะของปฏิสนธิจิตที่เรียกว่า

ปฏิสนธิกาลเป็นต้นไป

 

สัปดาห์ที่ ๑๑

จะเจริญต่อไป สร้างอวัยวะ คือ ตา หู จมูก ลิ้น เป็นต้น

จนกว่าจะครบอาการ ๓๒

จึงจะรวมเป็นสัตว์ผู้เกิดในครรภ์มารดา

 

ในระหว่างสัปดาห์ที่ ๑๒ ถึงสัปดาห์ที่ ๔๒

ผม ขน เล็บ ก็ปรากฏขึ้น

 

กลละ [กะ-ละ-ละ] รูปเริ่มแรกที่ปฏิสนธิในครรภ์มารดา

 

นมัสการ

 

นะโม

ขอนอบน้อม

ผู้กล่าวบท นะโม ครั้งแรกในโลก คือ

สาตาคิรยักษ์

 

ตัสสะ ภะคะวะโต

แด่พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น

ผู้กล่าวบท ตัสสะ ครั้งแรกในโลก คือ

อสุรินทราหู

 

ผู้กล่าวบท ภะคะวะโต ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวจาตุมหาราช ทรงเปล่งเสียงพร้อมกันทั้ง ๔ พระองค์

 

อะระหะโต

ผู้ไกลจากกิเลส

ผู้กล่าวบท อะระหะโต ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวสักกเทวราช คนไทยรู้จักกันในนามว่า พระอินทร์

 

สัมมาสัมพุทธัสสะ

ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง

ผู้กล่าวบท สัมมาสัมพุทธัสสะ ครั้งแรกในโลก คือ

ท้าวสหัมบดีพรหม คนไทยรู้จักกันในนามว่า พระพรหม

 

ประมวลพระพุทธคุณเป็น ๓ ส่วน

 

ภะคะวะโต

ผู้ทรงจำแนกธรรม คือ พระมหากรุณาคุณ

 

อะระหะโต

ผู้ไกลจากกิเลส คือ พระวิสุทธิคุณ

 

สัมมาสัมพุทธัสสะ

ผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง คือ พระปัญญาคุณ

 

 

กัมมะวิปาเจนะ สัจจานัง กัมมะปัจจะยา

ผลแห่งกรรม มีกรรมเป็นปัจจัย อย่างแท้จริง

 

อาหุเนยยะ ปุคคะโล จะ

บุคคลควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

 

มังคะละสูตร (มงคล ๓๘)

ปูชา จะ ปูชะนียานัง

การบูชาบุคคลที่ควรบูชา ๑

 

เอตัมมังคะละมุตตะมัง ฯ

นี้เป็นอุดมมงคล

 

เพลงชาติไทย

Thai National Anthem

 

โด โด มี ซอล ซอล ซอล ลา ซอล ฟา ลา ซอล มี

ประเทศไทยรวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย

Thailand Is Founded On Blood And Flesh

 

มี ฟา มี เร เร เร มี เร โด โด

เป็นประชารัฐ ไผทของไทยทุกส่วน

Thai People Share, Every Portion Of The Land

Belongs To Us,

 

ซอล โด มี ซอล ซอล ซอล ลา ซอล ฟา ลา ซอล ซอล ซอล ซอล

อยู่ดำรงคงไว้ได้ทั้งมวล

Thus We Must Care; The Reason Why This Country Still Exists

 

ซอล ลา ที ลา เร ลา ที ลา ซอล

ด้วยไทยล้วนหมาย รักสามัคคี

Is Because The Thai People Have Long Loved

Another And Been United

 

 

ลา ลา ซอล ฟา เร ฟา ลา ซอล มี โด

ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด

We, Thai, Are Peace-loving People But In Time

Of War, Uncowardly, We’ll Fight To The Bitter End.

None Is Allowed To Oppress And Destroy

 

โด โด มี เร เร เร ลา ที ลา ซอล ซอล ซอล ซอล ซอล ซอล ซอล

เอกราชจะไม่ให้ใครข่มขี่

Our Independence;

 

โด โด มี ซอล ซอล ซอล ลา ที โด เร มี มี มี มี

สละเลือดทุกหยาดเป็นชาติพลี

To Sacrifice Every Droplet Of Blood As

A National Offering, We Are Always Ready,

 

เร โด ลา ซอล ลา ที โด มี โด เร โด โด โด โด โด

เถลิงประเทศชาติไทยทวี มีชัย ชโย

For The Sake Of Our Country’s Progress

And Victory. Chaiyo

 

 

(เรื่อง เนื้อเพลงชาติไทยที่เป็นภาษาอังกฤษ

หนังสือ Slang ไม่ใช่ของแสลง

โดย Frank Freeman นามปากกาของ อิศรา อมันตกุล)

 

เพลงสรรเสริญพระบารมี

Sanrasoen Phra Barami

(Saimese national Anthem)

 

ฟา ซอล ฟา ซอล ลา ฟา

ข้าวรพุทธเจ้า

Hail to our King!

 

ฟา มี ฟา มี ฟา ลา ซอล

เอามโนและศิระกราน

Blessings on our King!

 

ซอล ลา ซอล ลา ฟา ซอล ฟา ซอล ลา

นบพระภูมิบาล บุญดิเรก

Hearts and heads we bow to

 

ลา ลา ลา ลา ซอล ลา โด ลา ซอล ลา โด เร

เอกบรมจักริน

To Your Majesty now,

 

โด เร ฟา โด เร โด เร ฟา ซอล

พระสยามินทร์ พระยศยิ่งยง

Of our loyalty we sing.

 

 

ซอล ซอล ซอล ซอล ที ลา ซอล ฟา

เย็นศิระเพราะพระบริบาล

Happily we live

 

ซอล ลา ซอล ลา ฟา ซอล

ผลพระคุณ ธ รักษา

by the care you give

 

ซอล ลา ซอล ลา ฟา เร ซอล ฟา ฟา

ปวงประชาเป็นสุขศานต์ ขอบันดาล

Great protector, hail to our King!

 

ลา โด เร โด เร ฟา โด เร ที โด

ธ ประสงค์ใด จงสฤษดิ์ดัง

May the years bring fulfilment

 

เร ฟา ที โด เร โด เร ฟา ลา ซอล ฟา ฟา

หวังวรหฤทัย ดุจถวายชัย ชโย

in every thing. Blessings on our King!

 

 

(หลักฐานตัวจริงต้นฉบับโน้ตเพลงสรรเสริญพระบารมี

หนังสือ National Anthems of the World

ตีพิมพ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๓)

 

ปโยตร์ สชูโรฟสกี (Pyotr Schurovsky)

นักประพันธ์เพลงชาวรัสเซีย

ได้ส่งบทประพันธ์เพลงประจำชาติสยาม

เข้าประกวด และได้รับเลือกเป็น

ทำนองเพลงสรรเสริญพระบารมี (ในปัจจุบัน)

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชทาน

กล่องยานัตถุ์ ทำด้วยเงินสลักพระปรมาภิไธย

มอบให้แก่ผู้ประพันธ์เพลง

 

โดยมีนักดนตรี (พ่อค้าชาวดัตช์) ชื่อเฮวุตเซ็น (Huvitzen)

มีความสามารถเล่นเปียโนได้ ซึ่งได้เล่นเปียโนเพื่อให้

สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

ทรงพระนิพนธ์ เนื้อร้องใส่ทำนอง

 

สูจิบัตรการแสดงครั้งแรก ตรงกับ

วันจันทร์ที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๓๑

สัมฤทธิศก ศักราช ๑๒๕๐ ในการเฉลิมพระชนม์พรรษา

(๑ มีนาคม ๒๔๕๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

รัชกาลที่ ๖ ทรงพระราชนิพนธ์แก้ไข เนื้อร้อง ฉะนี้ ให้เป็น ชโย)

 

(เรื่อง เพลงสรรเสริญพระบารมี

วารสารเพลงดนตรี กันยายน ๒๕๖๐ โดย สุกรี เจริญสุข

คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

 

๖๒