หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันเสาร์ที่ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลา ๑๙.๐๐ น.

ณ วัดป่าศิลาศรัทธาธรรม ต.บ้านราษฎร์

อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา

หลวงปู่เป็นคนหูหนวก พูดอะไรไม่ค่อยได้ยินน่ะ ต้องพูดดังๆ อ้า เออ อ่ะ นี่นั่งฟังสวดมนต์ เพิ่นสวดตั้งแต่สูตรต้น ไปโดยลำดับ จนอวสานสุดท้าย

นี่เพิ่นก็ให้ศีลให้พรแก่เจ้าอาวาส ผู้กำลังเจ็บป่วยไข้อยู่ ไม่ค่อยสบาย ไม่ค่อยแข็งแรง นับว่าดีที่สุดแล้ว ขอให้เจ้าอาวาสท่านหายจากโรค จากภัยไข้เจ็บทั้งหลายทั้งปวงเสีย

ชะยะตุ ภะวัง

ชะยะมะหามังคะลานิ

สัมพุทธะคะเวสันโต

 

ขอให้หายเด็ดขาดไปเลย ไม่ต้องกินยา กินมันอะไรเลย ไปวัดความดันดู มันมีความดันสูงหรือความดันต่ำ ถ้ามีความดันต่ำก็ให้หมอเขาฉีดยา เพิ่มความดันสูงขึ้นให้หน่อย โรคหัวใจมีอยู่หรือเปล่า ถ้าโรคใจหัวใจมีอยู่ ตามทางศาสนา เพิ่นก็ว่าให้เร่งภาวนา พุทโธ อย่าให้ขาด มื้อเช้าก็ให้ได้สักหลายๆ จบ

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

 

ไปเรื่อยๆ โรคภัยไข้เจ็บเหล่านี้ก็จะจางหายออกไปจากขันธสันดานของท่านเจ้าอาวาส ให้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ต้องไปคิดเรื่องอื่น เอาที่คิดแต่เรื่องภาวนาเท่านั้น เอา พุทโธ คำเดียว พุทโธ พุทโธ อยู่อย่างงั้น อยู่กับ พุทโธ ให้เรียกว่าตายก็ตายกับพุทโธ ไม่ได้ตายกับอย่างอื่น ตายอยู่กับ พุทโธ นี่แหละ เอา พุทโธ เป็นที่พึ่ง เราจะไม่เอาอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง อยู่อารมณ์เดียวแค่นั้น ให้เป็นอารมณ์ สมถกรรมฐานและก็วิปัสสนากรรมฐานไปในตัว โรคภัยไข้เจ็บจะเบาบางลงอย่างน่ามหัศจรรย์ ถ้าเรา พุทโธ อยู่บ่อยๆ ย่อมชนะซึ่งโรคทั้งหลายทั้งปวง โรคทั้งหลายทั้งปวงมาเบียดเบียนเราไม่ได้ เพราะเราอยู่กับ

 

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

 

อยู่อย่างนั้นแหละ ญาติโยมก็เหมือนกัน ผู้ใดกลัวโรค กลัวภัยจะมาเบียดเบียน ก็ให้ภาวนา

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

 

แค่นั้นแหละ ไม่ต้องเอาอย่างอื่นมา

 

คาถาอันนั้น คาถาอันนี้ก็

สู้พุทธรัตนะไม่ได้ สู้ธรรมรัตนะไม่ได้ สู้สังฆรัตนะไม่ได้

 

อันนี้วิเศษจริงๆ วิเศษจริงๆ นะ จนจวนจะตายก็ยังได้สติขึ้นมา ได้สติขึ้นมา รู้เนื้อรู้ตัวขึ้นมา เข้มแข็ง ใจเข้มแข็ง ต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ ที่มันเกิดขึ้นในสังขารร่างกายเรา หรือจิตใจเราก็เหมือนกัน จิตใจเรามันอ่อนแอ วิตกกังวลกับโรคภัยไข้เจ็บ ใจมันก็อ่อนลงไป อ่อนลงไป ไม่มีอะไร สู้พุทโธไม่ได้ สู้พระพุทธเจ้าไม่ได้ สู้พระธรรมไม่ได้ สู้พระสงฆ์ไม่ได้

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

นี่สูงสุดในรัตนตรัยทั้ง ๓ เอา

พุทโธ ธัมโม สังโฆ

 

นั่นแหละเป็นที่พึ่ง อย่าเอาอย่างอื่นเป็นที่พึ่ง ตายก็ขอถวายชีวิต กับพระพุทธ กับพระธรรม กับพระสงฆ์เท่านั้น อันนี้ เคยบอกหลวงพ่อโกวิท(หลวงพ่อโกวิท ฐานยุตโต)วาระสุดท้าย หลวงพ่อโกวิท(หลวงพ่อโกวิท ฐานยุตโต)วาระสุดท้าย ท่านหมดหวังแล้ว ท่านจนยกมือไม่ไปแล้ว ยกมือข้างหนึ่งขึ้นบ๊ายบาย(bye bye ลาก่อน)เรา ลางแต่ว่าสั่งลา อ้า เอาดี สั่งลากันให้รู้จักวาระสุดท้าย เราจะยึดอย่างอื่นมาเป็นที่พึ่ง เอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง อย่างเข้มงวดกวดขัน ไม่ให้มันหลีกไปทางอื่นน่ะ ทรัพย์สมบัติทั้งหมดช่วยเราไม่ได้สักอย่าง แก้วแหวนเงินทอง สิ่งของต่างๆ สิ่งปลูกสร้างทั้งหลายทั้งปวง เราทำด้วยแรงกายแรงใจเราจริงๆ เสียสละทุกบาททุกสตางค์ เราไม่เก็บ ไม่กำเอา ไปแม้แต่สลึงเดียว เอาติดตัวไปไม่ได้ ถ้าตายแล้วมีแต่คนอื่นเขาจะแย่งกัน ถ้าคนไม่มีธรรมจะแย่งกัน ในทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวง คนมีธรรมะธัมโมอยู่แล้ว เป็นของสงฆ์หมดแล้ว เพราะเจ้าของตายแล้วเป็นของสงฆ์ทั้งหมด ทั้งวัด ศาลา โบสถ์ วิหาร ศาลาการเปรียญ ทรัพย์สมบัติทั้งหลายทั้งปวงเอาไปได้ ไม่ได้สักสลึงเดียว อ้า มีแต่ร่างกายเท่านั้นน่ะ มีแต่จะเปื่อย จะเน่าไป ร่างกายก็อาศัยไม่ได้อีก พอหมดลมหายใจแล้ว มันก็เกิดพองขึ้นมา อืดขึ้นมา อืดเต็มที่ มันล่ะเป็นยังไง แตก แตกตายทำลายขันธ์ น้ำเหลืองก็เยิ้มออกมาทุกขุมขน น้ำหู น้ำจมูก น้ำปาก ออกมา น้ำเลือด น้ำหนอง ไหลออกมา แล้วเอาไป เอาอะไรไปได้สักอย่างไหม ไม่มีอะไรเอาไปได้สักอย่าง แม้แต่ผ้าเราห่มอยู่ เขาก็อยากจะแก้เอาล่ะ เออ ถ้าไม่อุจาด ถ้าอายโลกเขา เขาจะแก้เอาผ้าอาบไปแบ่งกันคนละนิดละหน่อย เนี่ยให้ปลงสังขารแบบนี้ ปลงสังขารแบบนี้ มันจะหมดห่วง

 

หมดห่วง ไม่หวง ไม่ห่วง ไม่ใย

 

ถ้าไม่ใยดีในสรรพสิ่งทั้งปวง ถูกทำลาย จาก

 

เวทนา เพราะ อะนิจจา

สัญญา อะนิจจา

สังขารา ก็ อะนิจจา

วิญญาณัง อะนิจจัง

รูปัง เป็น อะนัตตา

 

ไม่ใช่ตัว ใช่ตนของเรา เลยห้ามไม่อยู่

 

ถึงคราวแล้วเร่งรีบ เข้าคั้นบีบดวงชีวัง

มีจน(ชน)ทุพพลัง และเรืองฤทธิ์อิสสโร

 

ขนาดใดก็ตาม ถ้าจะเป็น

ชักหน้านิ่ว มุโมโห

หรืออ่อนหย่อนกาโย น้อมคำนับอภิวันท์

 

ยังไง มันก็ไม่อยู่เหมือนกัน หลวงปู่เทศน์อยู่นี่ก็เหมือนกัน ห้ามไม่อยู่ ห้ามแต่กายมันตาย และถ้ามันตาย และถ้าเป็นอยู่ก็จะเป็นทุกข์ไปนานเนี่ย เป็นอยู่เป็นทุกข์ไปนาน รับภาระหนักข้างหน้าอีก ถ้าวางซะได้สนิทในใจ วางได้อย่างสนิทในใจ

 

ไม่ใช่ของเราสักอย่าง ไม่ใช่ตัวเราสักอย่าง

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์

 

อารมณ์ทั้งหลายทั้งปวง ก็ย่อยยับดับสูญไป พร้อมๆ กับลมหายใจเหมือนกัน ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ปลงสังขารเนี่ย ปลงสังขารน่ะ วันนั้นแผ่นดินไหว เทวดาฟ้าดิน เออ หวั่นไหว ทุกหย่อมหญ้า ว่าทำไมอยู่ดีๆ เปรี้ยงมันลงมา แผ่นดินภูเขาเลากา ทั้งหลายก็โอนเอนไปตามๆ กันหมด นี่เรียกว่าพระพุทธเจ้าละสังขาร พุทธเจ้าละสังขารแล้วทำให้หวั่นไหวทั้งปฐพี ทั้งโลก เขาสิเนรุราชก็โอนอ่อน น้อมเคารพบูชาคุณของพระพุทธเจ้า พวกเราจะไปหวั่นไหวอะไร เราเป็นอุบาสก เราเป็นอุบาสิกา เราเป็นภิกษุสามเณร เป็นพุทธบริษัท ของพระพุทธเจ้า อย่าหวั่นไหว เอนโอน โอนเอน ไปตามสัญญาอารมณ์อื่น วางซะเถอะ มันหนัก

 

ขันธ์ทั้ง ๕ เป็นภาระอันหนัก

 

ถ้าแบกมัน ก็เป็นของหนัก ถ้าวางได้เป็นของเบา เบาไม่มีอะไรติดตัวไปสักนิดเดียว วางได้อย่างนั้นก็ไม่ติดไม่ข้อง บ้านช่องห้องหับ กุฏิ วิหาร ศาลาการเปรียญ ไม่ใช่ของเราสักอย่าง สร้างไว้ให้แก่โลกเขา ให้ลูกหลานได้อาศัย พึ่งพาอาศัยต่อไป ดังที่เอาศาลาธรรมแข็งแรงขนาดนี้ เขาเอาไว้เพื่อเป็นสมบัติของศาสนาสมบัติของลูกของหลาน สืบไปอีกนานเท่านาน ช่วยกันรักษา อ้า ปฏิบัติรักษา ให้มันยืนยงคงที่ อย่าให้มันโอนเอนไปตาม ยันไปถึงทางชำรุด อย่าให้มันชำรุด มันชำรุดตรงไหนเราก็ต้องซ่อมแซม มันตรงนั้น เหมือนกับร่างกายของเรา ก็เยียวยาได้ รักษาไปได้ ก็ให้หมอเขาช่วยเหลือให้ดี เพิ่ม ปั๊มหัวใจ ให้มันดี ให้มันแข็งแรง ถุงน้ำท่อน้ำดี อะไรๆ มันอ่อนแอตรงไหน เขาซ่อมได้ เขาก็ซ่อมให้

หลวงพ่อที่พูดอยู่เนี่ย ก็ถูกผ่าตัดมาหลายครั้งแล้ว ผ่าตัดเส้นใหญ่ ไขสันหลังเส้นใหญ่ ผ่าตัด ตายไปเลย ๕ ชั่วโมง สลบไปเลย ๕ ชั่วโมงจึงค่อยฟื้น ฟื้นขึ้นมาแล้วคลำดูไหน คลำดูนี้ตัวเอง โอ้ คลำไปหมดดูแหละ เขาตัดเอาไปแล้วว้า ของดีๆ ทั้งหลาย เฮอะ เขางุ้มหัว เขาตัดออกไปแล้วว้า ไม่เป็นไรๆ ยังอยู่ๆ เออ นึกว่าตัดไปแล้วจะไม่ได้เยี่ยว โอ้ จะเยี่ยวออกที่ไหน อ้า เขาเอาไว้ให้ก็ยังดีอยู่ คนต้องร้อง เฮ กันขึ้น คนมายืนเฝ้า มาเฝ้า

เฮ พูดปลงสังขาร ให้เขารู้ เขาก็ โอ้ หลวงปู่ยังแข็งแรง ยังพูดได้สบาย เออ เสียงดังฟังชัดอยู่ ยังไม่ตาย หลวงปู่ยังไม่ตาย บำรุงเข้าให้รักษาเข้าให้ ไปอยู่โรงพยาบาล ๗ วัน ไปทำการผ่าตัดมันอยู่นั้น ๗ วัน ถึงวันที่ ๗ มา เราก็ขอลา

 

ขอลากลับวัด เพราะว่าจำสัตตาหะ

 

ถ้าหลีกมาในพรรษา มาได้ ๗ วันแค่นั้น พอถึง ๗ วันก็กลับไปรับกาลราตรีที่วัดของตัวเอง ต่อแต่นั้นก็รักษาอยู่ที่วัดนั่นแหละ กินข้าวต้มเอา กินข้าวต้ม น้ำข้าวเหลวๆ กิน กินข้าวแข็งๆ ไม่ได้ เออ แข็งแรงมาๆ บ่ตายคราวนั้นน่ะ

นิทานปรัมปราหรอก เมียก็ขึ้นหยุดหญ้าพาตัวอยู่เทิงข่วน พาอยู่เทิงหลังคา โยงหญ้าไปหยุดบ้านหยุดส่อง พาอิหยังกะบ่เมี้ยนบ่ซาละ ผัวมองขึ้นไป เห็นมันประเจิดประเจ้อหลายอยู่ ผัวจึงบอกกับเมีย ของเจ้าแม่อี่นางเมี้ยนไว้แหน่ อย่าปะหลาย เมียก็ตอบมาว่า โอ้ย เจ้ากะบ่กินข้าวหลายวัน มันสิเป็นของผู้อื่นแล้ว จักสิให้ข้อนเมี้ยนแพงไว้ให้ผู่ใด๋ เฮอะๆ

พอเมียลงมา ผัวเลยว่า คันเจ้าเว่าจั่งซั้นกะเอามาลองเบิ่งจักคำดู้ เมียก็ตักข้าวต้มใส่ปากให้ กลืนกินๆ ผัวก็เลยมีแฮงมา บ่ตายคราวนั้น อ้า ก็เพราะว่าอุบาย อุบายวิธีมันเข้ารูปเข้าร่างดี ผัวก็เลยมีแฮงมา บ่ตายคราวนั้น กินข้าวได้นอนหลับขึ้นมา อ้วนท้วนสมบูรณ์ขึ้นมา บ่ตาย อันนี้ก็เหมือนกันนะ ใกล้จะตายแล้ว หาข้าวต้มมาให้เพิ่นกินด้วยเด้อ อ้า เพิ่นกินหยังบ่ได้ เพิ่นกินได้แต่ของเหลวๆ ของแข็งๆ เพิ่นก็บ่ให้กิน ของเผ็ดมากเค็มมาก ก็บ่ให้กิน คะลำเอา ดูแลตัวเองเอา อืม

คือยังนิทานนะ เมียขึ้นหยุดหญ้าพาตัวอยู่เทิงข่วน ผัวมาเห็นประเจิดประเจ้อเลย ผัวก็บอกว่า ไอ้เมี้ยนของเจ้าไว้แด่แม่อี่นางเอ้ย เมียก็เลยตอบว่า เจ้าสิให้ข้อยเมี้ยนแพงใว้ให้ผู้ใด๋ เจ้าบ่กินข้าวหลายวัน มันสิเป็นของผู้อื่นแล้ว เออ พอลงมาแล้ว ถ้าเจ้าเว่าจั่งซั้นเอามาเบิ่งจักคำเด้อ อ้า ตักข้าวต้มใส่ปากให้ ตักข้าวต้มใส่ปากให้ กินเอาๆๆ ก็มีแฮง หายเจ็บ หายป่วย หายไข้ได้ มีแฮงมา บ่ตายคราวนั้น

อันนี้หมอลำเขาเว่าตลกกันกะถืกอยู่ แต่เป็นความจริง ความจริงอันนี้ก็เหมือนกันล่ะ ครูบาอาจารย์เจ็บป่วยขนาดนี้ ก็หาแนวมาปรนนิบัติ อุปัฏฐากเอา หา...หายามากินเอา ความดันมันต่ำ เขาก็เร่งให้สูงได้ เร่ง...ความดันให้สูงได้ โรคหัวใจอ่อนแอ ก็เร่งให้มันใจเต้นแข็งแรงขึ้นได้ เออ หมอ หมอเก่งสมัยนี้ อืม วิทยายุทธของเขา เขามีวิชาการ อ้า ช่วยเหลือคนไข้ได้หลายทาง เพราะฉะนั้น พวกเราไม่ต้องหวั่นไหว ให้ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ให้เคร่งครัด เข้มงวด กวดขัน อย่าอ่อนแอ สิ่งใดที่มันเป็นแสลงใจ ก็อย่าเอามาพูดกัน แสลงเพราะใจ ทำให้โรคหัวใจกำเริบได้ อย่าด่า อย่าว่ากัน อย่าป้อย(ด่า) อย่าแช่งกัน มีแต่หล่า(คำไพเราะ) มีแต่คำ(คำแพง เป็นที่รัก)เท่านั้น มีแต่ของดีๆ ทั้งนั้น เอามาพูดจากัน ก็จะได้มีกำลังใจ สามารถทำงาน ทำการได้ ทำนา ทำสวน ทำไร่ ก็ทำได้เพราะมีกำลังใจ ถ้าผัวไม่ให้กำลังใจ เมียไม่ให้กำลังใจ หัวใจก็ทรุด ทรุดลงๆๆ โรคภัยไข้เจ็บก็กำเริบมากขึ้นๆ เราไม่ให้กำลังใจกัน ถ้าต่าง ต่างถ้าให้กำลังใจกัน อย่าหา หาเรื่องทำให้หัวใจกำเริบ โรคภัยจะกำเริบเสิบสาน

อันนี้พูดไปๆ มันก็เมื่อยแล้วนะ ก็เลิก ขอฝากแค่นี้ก่อน วันนี้เพิ่นว่าให้เทศน์ทั้งวันทั้งคืน มันไม่ได้เหมือนเดิมนี้ มันอ่อนแอ ลมก็อ่อน เสียงก็ไม่ดัง ร้องไปเท่าไหร่มันก็ไม่ออก มันเมื่อยอยู่ในหัวใจ ด้วยประการฉะนี้

 

(สาธุ)

 

ต่างคนต่างให้กำลังใจกัน เดียวเหมือนนิทานเขาบอกเนาะ(นะ) เมียเพื่อนหยุดยากพาโตอยู่เทิงข่วน เห็นประเจิดประเจ้อก็ ผัวก็บอกให้เมี้ยนขอเจ้าแม่อี่นาง ทางนั้นตอบมา โอ้ยเจ้าบ่กินข้าวหลายวันมันสิเป็นของเพิ่นแหล่ว อ้า จักสิให้ข้อยเมี้ยนแพงไว้ให้ผู้ใด๋ คันเจ้าเว้าจั่งซั้นกะเอามาเบิ่งจักคำดู๊ ผัวก็กินเอาๆ ย้านตาย เลยมีแฮงขึ้นมา แข็งแรงขึ้นมา เลยมีชีวิตชีวาอยู่ด้วยกันมาหลายปี แล้วค่อยตายจากกัน เพราะฉะนั้นให้กำลังใจกันดีๆ ให้มีกำลังใจ อย่า อย่าทำให้เสียกำลังใจ ด้วยประการฉะนี้

 

 

 

ชะยะตุ ภะวัง

ความชนะ จงมี

 

ชะยะมะหามังคะลานิ

มหามงคลชัยทั้งหลาย

 

สัมพุทธะคะเวสันโต

สัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาซึ่งมหามงคลชัยทั้งปวง

 

 

รัตนะ แก้วหรือสิ่งประเสริฐ ๓ ประการ คือ

พุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะ

 

ขันธ์ ๕ (กองแห่งรูปธรรมและนามธรรม ๕ หมวด)

รูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์

 

ทุกขัง ความเป็นทุกข์

อะนิจจัง ความเป็นของไม่เที่ยง

อะนัตตา ความเป็นของไมใช่ตน

 

อายตนะภายใน

(ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

อายตนะภายนอก

(รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์)

 

ภาระสุตตะคาถา

 

ภารา หะเว ปัญจักขันธา

ขันธ์ ๕ เป็นภาระอันหนัก

ภาระหาโร จะ ปุคคะโล

ก็บุคคลเป็นผู้นำภาระอันหนักไป

ภาราทานัง ทุกขัง โลเก

การถือเอาภาระเป็นทุกข์ในโลก

 

 

สัตตาหะกรณียะ

 

สัตตาหะกะระณียัง กิจจัง เม อัตถิ,

ตัส๎มา มะยา คันตัพพัง,

อิมัส๎มิง สัตตาหัพภันตะเร นิวัตติสสามิ.

กิจที่พึ่งทำใน ๗ วันมีแก่ข้าพเจ้า

เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าพึงไป

ข้าพเจ้าจะกลับมาภายใน ๗ วัน

 

 

อินทรวิเชียรฉันท์ ๑๑

บทสวดสังคหะ ปริเฉทที่ ๓

 

ชีวิตความเป็นอยู่ ใครห่อนรู้กำหนดการ

เพียงแต่จะประมาณ เร็วแลช้าก่อนหน้าหลัง

ความตาย บ่ เลือกหน้า กษัตราพราหมาณัง

มีจนชนทุพพลัง แลเรืองฤทธิ์อิสสโร

หรือใครจะโกรธกริ้ว ชักหน้านิ่ว มุโมโห

หรืออ่อนหย่อนกาโย น้อมคำนับอภิวัน

หรือให้แก้วเงินทอง เป็นก่ายกองมากครามครัน

หรืออ้อนวอนจำนรรจ์ ด้วยคำหวานสมานใจ

มัจจุราชไป่ยำเยง แลบ่เกรงผู้ใดๆ

ไป่รับคำนับใคร แล บ่ เกื้อกรุณัง

ถึงคราวแล้วเร่งรีบ เข้าคั้นบีบดวงชีวัง

ดุจนายเพชฌฆาตฟัง คำบัญชาไม่รารอ

ลงดาบโดยทันใด ฟันลงไปที่ตรงศอ

เชือดซ้ำกระหน่ำคอ แห่งนักโทษก็ปานกัน

 

 

นิทานปรัมปราเรื่องหนึ่ง

 

เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งเมียขึ้นไปมุงหลังคา

ซึ่งเป็นหญ้าคาถักแล้วไม่ได้ระมัดระวังเรื่องชายผ้าถุง

ก็ปล่อยตามสบาย

 

ฝ่ายผัวเดินมาข้างล่างก็ได้แหงนหน้าขึ้น

ไปดูก็เห็นเข้า จึงร้องขึ้นไปบอกให้เมียเก็บของลับด้วย

 

ฝ่ายเมีย ก็พูดตอบมาด้วยความประชดว่า

จะให้ฉันเก็บไว้ให้ใคร ในเมื่อเธอนั้นก็กินข้าวกินน้ำ

ไม่ได้แล้ว ไม่รู้ว่าฉันจะเก็บไว้ทำไม ก็เปิดปล่อยไปเลย

 

พอเมียลงจากหลังคาแล้ว ฝ่ายผัวก็เลยพูดกับเมียว่า

ถ้าอย่างนั้นก็หาข้าวหาปลามาสิ

จะกินทีนี้ จะกินให้มันมีพละกำลัง

 

พอเมียหาอาหารหาข้าวมา ก็เอาข้าวต้มให้ผัวกิน

ผัวก็กลืนก็เคี้ยวไป พอกินข้าวได้แล้วก็เกิดว่ามีพละกำลัง

และอาการที่ป่วยก็ดีขึ้น

๗๖