หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

งานมุทิตาอายุวัฒนมงคล ๗๐ ปี หลวงพ่อจื่อ พันธมุตโต

วันเสาร์ที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๕๖ เวลา ๑๙.๐๐ น.

ณ วัดเขาตาเงาะอุดมพร ต.หนองบัวระเหว

อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

f78.psd

เสียงแหบ เสียงแห้ง มาหลายวันแล้ว เป็นหวัด อ้า เจ็บคอ เป็นหวัด เออ แต่นี้ไม่ใช่งาน ผู้อื่นผู้ไกลพอที่จะปฏิเสธกันได้ เออ นี่งานท่านอาจารย์จื่อ หลวงพ่อจื่อ(หลวงพ่อจื่อ พันธมุตโต) เป็นเจ้าอาวาสอยู่ทีนี่ ในงานของท่าน ถ้าเราเบี้ยว เข้าใจว่าคงจะเสียใจ ก็เลยอดทนเอาสู้เอา มาถึงจริงๆ พอมาถึงแล้วก็มีหมอนวดวิเศษมาจากไหน นู้น

เนี่ย หมอนวดคนนั้นเนี่ย มันคุ้นเคยกัน เคยนวดถวาย เอาจนนอนหลับ มันอ่อนๆ ขาอ่อน แขนอ่อนทุกอย่าง นอนหลับ แล้วฝันไป นอนหลับฝันไปเลย เอ๊

เขานวดอยู่ดีๆ ฝันไปได้ยังไงอ่ะ มันฝันยังไง ฝันว่าไก่แม่ลูกอ่อน มีแมว มีหมามาใกล้ลูกมัน ไล่เตะเขา เสียสละชีวิตแทนลูก เป็นห่วงลูก ฝันไปทำนองนี้แหละ

อ้า ก็รู้ รู้สึกตื่นขึ้นมา เขาก็ตบแล้ว เขาก็เริ่มที่ตบแล้วนวดเส้น นวดขา นวดสารพัดอย่าง ที่มัน ตรงไหนมันเส้นตึงเส้นแข็ง เขาก็เอาอย่างเต็มที่ อืม จนได้หลับม่อยคามือเขา แล้วฝันไปอย่างว่าล่ะ

แม่ไก่มันเลี้ยงลูกอ่อน ธรรมดาแม่ไก่เลี้ยงลูกอ่อนไม่ทอดทิ้งลูกเลย มีสัตว์อะไรเข้ามาใกล้มันไล่ ไม่กลัวตายขนาดนั้น อันนี้เป็นข้อหนึ่งที่ฝันไปวันนี้นะ นอนกลางวัน ฝันกลางวันกลางเวน อ้า ฝันไปแปลกๆ

โอ ก็เหมือนกันกับพวกเราทั้งหลายนี่แหละ เป็นลูกไก่ ทั้งหมดเนี่ยเหมือนลูกไก่ ผู้เป็นหัวหน้าก็เหมือนแม่ไก่ รับผิดชอบหมู่ทั้งหลาย กลัวจะอด กลัวจะอยาก กลัวลำบากลำบน เป็นห่วงอยู่ตลอด ธรรมดาเจ้าอาวาสเป็นอย่างนั้น เป็นห่วงความกินอยู่ทุกวัน

f82.psd

นี่ก็เหมือนกันกับแม่ไก่เหมือนกันนะ เลี้ยงลูกจำนวนมาก เป็นห่วงเป็นใยกลัวจะอดจะอยากจะลำบาก คนมาทั้งหมด นับจำนวนได้ไหม ๒,๐๐๐ ๒,๐๐๐ ไหม มาทั้งหมด ทั้งชาย ทั้งหญิง มามากเหมือนกัน

เราทุกคนก็รับผิดชอบภาระ ช่วยท่านเจ้าอาวาส รับเป็นธุระ รับเป็นภาระที่จะต้องเลี้ยงต้องดู ให้ความสะดวก ให้ความสบาย เหมือนดังแม่ไก่ เลี้ยงลูกอย่างนั้น แม่ไก่เลี้ยงลูก มันก็เสียสละชีวิต เลือดเนื้อของตัวเองเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย ทั้งหลาย เป็นหมา เป็นแมว เป็นอะไรที่มาใกล้ลูกมัน มันก็ไล่ก็เตะเอา ไม่ให้มาใกล้ เพราะมันมีเมตตา เหมือนแม่ เพิ่นก็จะว่า

สัตว์อื่นมา มีแต่เขาจะกัดกิน ลูกไม่ปลอดภัย เพราะฉะนั้นมันต้องเสียสละชีวิตของมันเอง แม่ไก่ ตายเป็นตาย ตายเป็นตาย ทั้งร้อง ทั้งบิน ทั้งอะไร เตะไปเรื่อยๆ พวกสัตว์ทั้งหลายก็แตก บินหนี หมาก็ดี แมวก็ดี ไม่สู้แล้ว ไม่สู้แล้ว

มันหวงลูกมันอย่าไปใกล้ ล่าถอยไป มีความกล้าหาญชาญชัย จึงเอาชนะ สัตว์ร้ายสัตว์อื่นที่มา รังควานราวี ลูกของมัน เหมือนกันนั่นแหละกับแม่ไก่ ผู้เป็นเจ้าอาวาส เลี้ยงหมู่ เลี้ยงคณะ ขวนขวายช่วยชาติ ช่วยทำเพื่อให้เกิดความสะดวกสบายแก่บริษัททั้งหลาย ไม่มีที่นั่ง ไม่มีที่นอน ที่อยู่ที่กิน ก็มีความห่วงใยอยู่อย่างนี้ นี่เรียกว่า

 

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

 

เหมือนกัน นี่ ใช้ชีวิตไปอย่างนี้ ท่านเป็นอย่างงี้ โอ้ เอาไว้ตีความเอาเองหรอก ท่านผู้เป็นเจ้าอาวาส รับธุระภาระ ทั้งพระ
ทั้งเณร เถร ชี ดูแลไปหมดทุกหมู่เหล่า พระเจ้าพระสงฆ์มา ก็มาพึ่งใบบุญของเจ้าอาวาสก็ว่าได้ ถ้าเจ้าอาวาสเป็นคนดี กว้างขวาง ต้อนรับขับสู้ได้ จะมามากเท่าไหร่ก็ยินดี

แต่เมื่อคิดแล้ว เพราะว่าน้ำใจของเจ้าอาวาสเท่านั้นแหละที่จะดึงดูด ศรัทธาญาติโยมทั้งหลาย ให้มาสมัครสโมสรกัน ที่นี้เป็นจำนวนมาก อ้า

f84.psd

คนมาแน่นแล้วเนาะ(นะ) จะเอาไรมาเทศน์ให้ฟังเน้อ วันนี้ ได้ยินข่าว เมื่อวาน บิดามารดาเลี้ยงลูกด้วยความเมตตาปรานี ไม่ทอดทิ้ง ไม่นิ่งดูดาย ฟูมฟักและรักษา เสียสละทุกอย่าง แม้การอยู่การกินดีที่พักพาอาศัยก็ดี เป็นห่วงเป็นใย อย่าเข้าว่าท่านไม่เป็นห่วง เป็นห่วงกลัวจะไม่เพียงพอในการต้อนรับขับสู้ ถ้าพุทธบริษัททั้งหลายพร้อมเพรียงกันดี มีเมตตาปรานีต่อกัน ช่วยเหลือกันทุกอย่างไม่ทอดทิ้ง ไม่นิ่งดูดาย อันนี้เป็นน้ำใจของเจ้าอาวาสท่าน เป็นอย่างนั้น

เราก็เคยเป็นเจ้าอาละวาดอยู่ หลายปีมาแล้ว ความห่วงใยในหมู่ในคณะในอุบาสกอุบาสิกา ก็เหมือนแม่เราเหมือนกัน เป็นแม่เราพ่อเรา เรียกว่าพ่อออก แม่ออก ผู้ให้ความอุปถัมภ์บำรุง นี่ เป็นเหตุให้มีงานใหญ่ๆ อย่างนี้เกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นตั้งใจทำเอานะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

f10.psd

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

อิมัสสะ ธัมมะปะริยายัสสะ อัตโถ

สาธายัสมันเตหิ สักกัจจัง ธัมโม โสตัพโพติ

 

อนุสนธิพระสุทธิธรรมเทศนานี้ มีสืบเนื่องกันมา ตั้งแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ภควัน เป็นผู้มีเมตตาล้นโลก ไม่ใช่เมตตาน้อยๆ ท่านก็มีผู้รับผิดชอบอยู่เยอะเหมือนกัน แต่สมัยยังไม่ได้ตรัสรู้ รับผิดชอบสารทุกข์สุขดิบของครอบครัวบ้าง ของญาติโกโหติกาบ้าง รับผิดชอบไปหมดทุกคน เพราะการเป็นผู้บำเพ็ญเมตตามานานแล้ว เอาเมตตามาใช้กันในทางที่ตรัสรู้แล้ว ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นในโลก ก็เพราะความเมตตาสรรพสัตว์ทั้งหลายนั่นเอง ทอดทิ้งบิดามารดา ทอดทิ้งภรรยา บุตรธิดาของตนสละออกบำเพ็ญบารมีธรรมให้ได้ตรัสรู้จริงจัง ท่านเอาจริงเอาจังกับการประพฤติปฏิบัติ ทำสมาธิภาวนา เพื่ออยากจะให้ได้ดวงตาเห็นธรรม ในสุดเป็น ในที่สุดของชาติ ที่สุดของชาติคือชาตินี้เท่านั้น เราจะลงมาใช้โลก ให้โลกได้เห็นในนั้น เราจะช่วยเหลือเขาอย่างไร เออ ท่านจะเร่งรัดพัฒนาจิตใจของตัวเอง จนได้ดวงตาเห็นธรรม อืม ก็มีผู้สนับสนุนช่วยเหลืออยู่มากมาย ให้ความอุปถัมภ์บำรุงแก่พระบรมศาสดาเป็นจำนวนมากเหมือนกัน ให้ได้รับความสะดวกสบายทุกอย่าง อ้า

ในวันที่จะได้ตรัสรู้ พระพุทธเจ้าทรมานตัวเองมานานแล้ว ไม่กิน ไม่กินข้าว ไม่กินน้ำอยู่ ๔๙ วัน ร่างกายมันจะเหือดจะแห้งยังไงก็ช่างมัน ขอให้เราได้ดวงตาเห็นธรรม ก็พอแล้ว ได้ตรัสรู้ เสียสละตนเอง ไม่บริโภคอาหารการกินทุกชนิดได้ ๔๙ วัน อืม

จึงมีเทวดา เดือดร้อนเทวดามาดีดพิณให้ฟัง มาทำตัดสายพิณของตัว ต่อหน้าต่อตา ทำเค่งๆ (ทำให้ตึง) ตึงๆ มาก ขันเข้า ขันเข้า เสียงพิณมันก็ผิด ไม่เป็นเสียงพิณสิปะเนี่ย ดัง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง ขาดปั้บ เออ ขาดเอาใหม่ เลื่อนเอา ดิ้ง ดิ้ง ดิ้ง แล้วขาดอีกอยู่ ๒ ที ๓ ที อันนี้ไม่เอาถึงขนาดนั้นก็หย่อนยาน ถ้าหย่อนยานเกินไป สายพิณหย่อนยานเกินไปก็ฟังไม่ได้เพลง ไม่เป็นศัพท์อะไร ไม่ไพเราะเลย เอ้ เอง เอง เอง เออ ฟังไม่รู้เรื่องราวเลยเขาจะนับ ยังไงๆ เพิ่นก็ไม่ไป เสียงมันยาน เออ ตึงขึ้นอีกหน่อย เอาเสียงกลางๆ เสียงไพเราะเพราะพริ้ง เสียงกลางๆ เทวดาก็หาเสียงเหมาะๆ กลางๆ จะเป็นไฮไฟ(High fidelity ทำสำเนาคุณภาพสูง)หรือจะเป็นอะไรไม่รู้ เสียงกลางๆ ไพเราะ จริงๆ เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง เต็ง จะเอาเสียงแหลม ก็รูดขึ้นไปแหลมๆ

 

ถ้าเอาเสียงกลางก็เอาลงมากลางๆ ถ้าเอาหย่อนยานมันก็จะเสียงไม่ไพเราะ ท่านก็เลยตกลง เอาเสียงยาน เทวดาว่าเอาเสียงนี้ ฟังนวลหู ไพเราะเสนาะโสต ฟังเพลงเป็นเพลง เสียงไพเราะเพราะพริ้งดี ฟังแล้วได้ความชัด เออ เราตึงเกินไป ไม่กินอะไร เส้นก็ขาด ขาดไปก่อน แน่ะเอามาเป็นธรรมะ พิจารณาเสียงพิณนั้น ก็ได้ความว่า เค่ง(ตึง)เกินไปก็ขาด ขาดซะก่อนยังไม่ได้บรรเลงอะไรเลย ยานเกินไปก็ฟังไม่ไพเราะเพราะพริ้งเลย ไม่ได้ความ ไม่ได้ศัพท์ ไม่ชโลมใจผู้ฟังได้ เพราะฉะนั้น เอาเสียงกลาง เอาเสียงกลางๆ มันเป็นเสียงไพเราะเสนาะโสต ผู้ฟังได้ทั้งถ้อยได้ความไปหมดทุกอย่าง ก็เลยงดจากการอดกินข้าวกินน้ำ อ่ะ มาบริโภคหาเอง บิณฑบาตได้ยังไงก็เอาอย่างงั้น ฉันกันพออิ่ม พออยู่ได้ ก็ให้มีร่างกายอ้วนขึ้นมา

f19.psd

มี มีนางสุชาดา แม่นางอะไรเออ กวนข้าวมธุปายาสอยู่จะไปเลี้ยงเทวดา ไปบวงสรวงเทวดาไว้ ต้นไม้ใหญ่พู้น(โน้น) อ้า ได้ลูกสมปรารถนาแล้ว ก็จะเลี้ยงเทวดาด้วยข้าวมธุปายาส ข้าวมธุปายาส ก็ไม่ใช่จะกวนง่ายๆ กวนกลั่นมาตั้งแต่นม น้ำนมวัว ๘ แม่ น้ำนมวัว ๘ แม่ เอานม เอานมแม่วัว ๘ แม่มาให้ ๗ แม่กิน กินนม ดูดกินน้ำนม กินไปแล้วก็ อ่ะ อ้า ณ วันนี้เอา ๗ เอา ๗ แม่ ก็รีดนม ๗ แม่ มารวมให้ ๖ แม่กิน กลั่นมาตั้งแต่น้ำนมนะ เก็บ ก็หุง เก็บ หุงข้าวมธุปายาส ๖ แม่ ๖ แม่ลงมา ลงมา ๕ แม่ ๔ แม่ ๓ แม่ ๒ แม่ ป่านนี้เอานมแม่เดียว แม่นี้กินสุดท้ายโหล่(ลำดับสุดท้าย) กินเอาจริงเอาจัง น้ำนมที่กลั่นนั่นน่ะ ดูดกินหมดยังเออ เอาน้ำนมแม่นี้ ไปกวนข้าวมธุปายาส ซึ่งหาไว้ครบแล้ว

f24.psd

ข้าวมธุปายาสเครื่องครัว มันมีอะไรบ้าง มีข้าวตอก ข้าวต้ม อะไรอีก เตรียมไว้แล้ว เอามากวนลงในกระทะแห่งเดียว เทวดาคอย โอ้ คอยจะไปถวายพระศาสดา แน่ ใครทำอันนี้ให้พระศาสดา ได้เสวยข้าวมธุปายาสซะก่อน ต่อ วันนั้นมันเกิดมาเห็นร่มไทรหนาแน่นดีไปนั่งอยู่ที่นั่น นางสุชาดากวนข้าวมธุปายาสแล้วก็ทูนหัว ทูนใส่หัวเนี่ยไม่ได้ถือเอาไปหรอก ทูนใส่หัวไว้ทั้งถาดเลย ถาดทองคำ ก็ไป ไปเห็นพระพุทธเจ้ากำลังนั่งภาวนาอยู่ต้นไทรใหญ่ ต้นไม้แห่งนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นเทวดาที่ตนบวงสรวงไว้แล้ว มานั่งรอคอยแล้ว ก็เข้าไปหมอบ กราบ และก็ขอถวายข้าวมธุปายาสนี้

อืม ที่จริงตอนกวนข้าวมธุปายาส ไม่ได้เอาผงชูรสหรือผงทิพย์ อ้า เอามาโรยใส่ให้ ลอยละล่องลงมา แล้วก็มาโรยใส่หม้อ นางสุชาดา นางสุชาดาไม่ได้เห็นหรอก ไม่ได้เห็นเทวดาลงมาเอา อ้า ผงทิพย์มธุรสอย่างดี โรยใส่ พออกพอใจแล้วก็หายตัวขึ้นไปอยู่วิมาน อ้า แน่นอนล่ะปะเนี่ย นางสุชาดาจะนำข้าวมธุปายาสมาถวาย พระโพธิ พระ พระโพธิสัตว์ ยังไม่เป็นตรัสรู้หรอก เป็นพระโพธิสัตว์อยู่ แต่ว่ามานั่งอยู่ต้นไม้แห่งนั้น

นางสุชาดามองเห็น เห็นเป็นเทวดาจริงๆ โอ้ เทวดามารอคอยเราแล้ว มานั่งรอคอยเราแล้ว อย่างนี้แหละเราจะถวายข้าวมธุปายาสที่กวนอย่างละเอียดประณีตบรรจง ขอให้เทวดาจงรับและเสวยให้เราดู อืม นั่งอยู่นั่นแหละ ท่านก็เอาผ้ารับเอา หรือรับเอามาได้แล้ว เอามาปั้น ปั้นเป็นก้อนเท่าไข่เป็ดหรือไข่ห่านนี่ว่ะ เอาไข่เป็ด ก้อนได้ ๔๙ ก้อน เราอดข้าวมา ๔๙ วัน แหละคงจะคุ้มกัน กินไว้ไหวเหรอ ๔๙ ก้อน

กินไหวไหมถ้าเป็นพวกเรา อันนั้นมันเป็นอาหารทิพย์ เสวยหรือว่าฉันก้อนไหนๆ ก็อร่อยไปตลอด อร่อยไปตลอดจนหมดเกลี้ยงในถาดนั่น ถ้าเป็นพวกเราจะไหวไหม ในถาด ๔๙ ก้อน ถ้าเป็นคนท้องใหญ่ท้องโตจึงจะรับประทานได้ แต่นี่ท่านฉันแล้วไม่อืดพะอมอะไรเลย อ้า

เอาถาด เอา เอาถาดทองคำคืนให้นางสุชาดา เฮ้อ นางสุชาดาขอถวายทั้งถาด.. ถาดทอง นิมนต์เอาไปใช้เลยเนี่ย อ้า เชิญเอาไปใช้เลย ถาดอันนี้สมควรแก่ท่าน ถาดทองคำนี้ราคากี่บาทพู้น(โน้น)เนี่ย ถาดทองคำ ๔๙ ก้อนนะ ใหญ่โต ฉันหมดแล้วป่านนี้ เราจะไปอธิฐานจิตในแม่น้ำเนรัญชรา น้ำไหลเชี่ยวกรากลงมา เอาไปอธิษฐานจิต ถ้าข้าพเจ้าจะได้บรรลุธรรมเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจริงๆ แล้ว ขอให้ถาดทองคำอันนี้จงลอยขึ้นไปทางเหนือน้ำ น้ำไหลมาทางโน้น แล้วขอให้ถาดทองคำลอยไปเหนือน้ำ จึงจะเชื่อมั่นใจว่าจะได้ตรัสรู้จริง อธิษฐานแล้วก็วางถาดทองคำนั่นลงในน้ำ

ถาดทองคำก็ไหลวน เป็นทักษิณาวัตร ลอยวนอยู่ ๓ รอบซะก่อน รอบที่ ๓ ตัดกระแสน้ำขึ้นไปข้างบนนู้น ตัดขึ้นไปด่ง(พุ่งสุงขึ้นไป)ๆๆๆ ไป มั่นใจตัวเองว่า เราจะได้ตรัสรู้แน่นอน วันนี้ล่ะ อืม

ลอยถาดเสร็จแล้วก็ไปโน่น เดินทางไปต้นมหาโพธิ์ ต้นมหาโพธิ์ใหญ่ แขวงเมืองพาราณสีหรือใกล้ อ้า กรุงอะไรนั่นน่ะ ไปถึงต้นโพธิ์ใหญ่ เอาตรงนี้แหละ เราจะนั่งตรงนี้แหละเออ มีนายอะไรอ่ะ นายพรานผู้หนึ่งเอาหญ้าคาหญ้าแฝกมา ๘ กำ มาถวายให้ปูนั่ง ให้ปูนั่ง ได้แล้วก็อธิษฐานจิต เราจะนั่งกับหญ้าแฝกหญ้าคาเนี่ย จะขอจงเป็นบัลลังก์รองรับข้าพเจ้าในที่นี้ กำหญ้าแฝกพอปูลงไป แล้วก็กลายเป็นบัลลังก์ขึ้นมาเป็นรัตนบัลลังก์สวยงามมาก

ขึ้นนั่งบัลลังก์แล้วก็อธิษฐานจิต เราจะนั่งในบัลลังก์แห่งนี้ จนกว่าจะได้บรรลุ ได้ดวงตาเห็นธรรมได้ เพิ่นมีสัตย์มีจริงยังไง ตราบใดยังไม่ได้ตรัสรู้ในที่นี้เราจะไม่ลุกจากที่นี่เลย ถึงเลือดถึงเนื้อเราจะแห้งไปในที่นี้ ก็ให้มันแห้งไปซะ แห้งไปเลย ตายไปเลย เราจะไม่ลุกจากสถานที่นี้เป็นอันขาด จนกว่าจะได้ดวงตาเห็นธรรมซะก่อน ได้บรรลุเป็นพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณซะก่อน เราจึงจะลุกจากที่นี่ เออ เพิ่นมีสัตย์มีจริงขนาดนั้น บัลลังก์อันนี้ก็รับรองพระศาสดา แต่ก่อนยังไม่ได้ตรัสรู้หรอก เป็นโพธิสัตว์อยู่ ตั้งสัจจะจริงใจลงไป ตายเป็นตาย ตายที่นี้ดีกว่าไปตายที่อื่น บัลลังก์ก็เกิดขึ้นให้แก่เรา เราๆ จะนั่งบัลลังก์นี้จนกว่าจะได้ตรัสรู้ ก็ปฐมยามก็บรรลุฌานขึ้นมา ปฐมยาม จตุ.. เพิ่นได้ฌาน จตุตฌานขึ้นไปโดยลำดับ จนได้ดวงตาเห็นธรรม แจ้งว่าแจ้งโล่งหมดทุกอย่าง โอ้ เห็นเทวคุณ เห็นเทวดา พระอินทร์ พระพรหม พระยมบาล ท้าว.. ท้าวจตุโลกบาล ก็เห็นหมดทุกอย่าง คนทำยังไงๆ เรียกว่าได้ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณขึ้นที่นั่น แต่ไม่มีความหิวความอยากอะไรเลย อิ่มอยู่อย่างงั้น เลยลุกจากที่นั่งไปบูชา ไปลืมตาดูต้นโพธิ์ ลืมตาดูเราได้ตรัสรู้ ณ ที่นี่ ลืมตาบูชาต้นโพธิ์อยู่ที่นั่น อยู่แห่งละ ๗ ละ ๗ เว้อ เออ ไปบูชาอยู่ที่นั่นที่นี่แห่งละ ๗ ละ ๗ วันๆ นู้นล่ะ ไม่กินอะไรอีกแล้ว อิ่มอยู่อย่างนั้นตลอด เพราะฉะนั้น ความสัตย์ความจริงจึงเป็นของไม่ตาย

 

อะมะตัง อะมะตัง

 

เป็นอมตะ เป็นธรรมที่ไม่ตาย ท่านมีความสัตย์ความจริงจนได้ตรัสรู้ขนาดนั้น เป็นอมตะ ไม่ตาย อิ่มด้วยความตรัสรู้ธรรมนั่นแหละ รู้จักหมดทุกอย่าง แล้วมาคำนวณดูแล้วเราจะไปโปรดใครหนอ ก่อนหนอ ผู้ใดจะมีดวงตาเห็นธรรม พระอาจารย์ ที่สอนเราสมัยนั้น พอรู้ท่านไปเสียแล้ว ท่านละโลกไปแล้ว อยู่พรหมโลก ใครจะไปโปรดท่านอาจารย์ คงจะบอก หมดแล้วคนที่จะสอนเน้อ ไอ้ ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ เขาไปอยู่ไหนหนอ แล้วทุกคนจะได้รับธรรมะจากเรา เป็นคน ชุดทีแรกซะก่อน

อ้า เพิ่นองค์ไหนบ้าง อ้า ไปอยู่ไหนก็เลยเข้าฌานอีก ดู โอ้ กำลังไปอยู่โน่น ไปอยู่ป่า ใกล้ๆ ป่าอิสิปตนมฤคทายวันนู้นกำลังถือผิด นั่งเคร่งครัดอยู่นั่นแหละ ดูลมหายใจเจ้าของหรือดูอะไรต่ออะไรอยู่อย่างงั้นอ่ะ ยังไม่ได้เห็นดวงตาเห็นธรรมเลย เราจะไป ไปโปรด ๕ องค์นี้ซะก่อน ให้ ๕ องค์เป็นกำลังซะก่อน

เราจึงจะถอยหลัง ไปแล้วพวกนั้นก็ เก้อๆ กังๆ เอ้ พระโคดม กลับมีความมักมาก ถอยจากความเพียร เวียนมาหาอาหารกิน จนมีกำลังวังชาขนาดนี้ คนผู้ขาดความเพียรขนาดนี้จะได้ตรัสรู้ยังไง สงสัย บางคนก็อยู่ไม่ได้ ลุกขึ้นยืนรับ ปูลาดอาสนะให้นั่ง เพิ่นยังนั่งอาสนะแล้วก็เทศน์ให้ฟัง เทศน์ดวงตาเห็นธรรมต่อนะ เทศน์ธัมมจักกัปปวัตนสูตร

f25.psd

วันนี้พระคุณเจ้าสวดหรือเปล่า

 

เทศน์ธัมมจักกัปปวัตนสูตร ให้ฟัง ก็ได้ดวงตาเห็นธรรมก่อน คือว่า อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรมก่อน วัปปะ มหานา มาอะไร อะไรหลายองค์ ค่อยได้ตรัสรู้กัน ต่อไปก็เทศน์มหาสมัยให้ฟังอีก ก็พากันได้ดวงตาเห็นธรรมกันขึ้นมา ขึ้นมา ได้บริวาร ๕ องค์แล้ว เลยตรัสว่าท่านทั้งหลาย เมื่อได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วอย่างนี้ ควรจะแตกกันไปคนละทิศละทาง เอาธรรมะของเราที่ได้ตรัสรู้เห็นนี้ไปประกาศ ช่วยกันเป็นกำลังช่วยกัน พวกสาวกทั้ง ๕ องค์ก็รับปากว่าจะไปตามคำสั่ง จะไปตามสายที่พระองค์สั่ง ไปเทศน์ให้ประชาชนได้ฟังธรรมะ ให้ได้ดวงตาเห็นธรรมกันอย่างนี้

แต่ว่าธรรมะที่พระพุทธเจ้าสั่งสอนน่ะ สอนหมดทุกอย่าง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ท่านนำมาอธิบายให้ญาติโยมผู้มีบารมีธรรมได้ฟัง ฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ก็จะได้ดวงตาเห็นธรรมได้ไปโดยลำดับ มีเท่าไหนก็มาฟังเทศน์เรา ได้ดวงตาเห็นธรรม ได้บรรลุเป็นพระโสดาบันบุคคล สกิทา(คามี) อนาคา(มี) อรหันต์ กันไปหมดแล้วก็แตกกันออกไป ผู้ใดได้ดวงตาเห็นธรรมแล้วไปโปรดประชาชนที่กำลังมืดบอดอยู่ ให้มีแสงสว่าง รู้บาปบุญคุณโทษแจ้งชัด

ดังที่เราแสดงให้ฟังดังนั้น ท่านทั้งหลายแจ้งแล้วหนอ รู้แล้วหนอ อ้า รู้แล้วก็ลองออกเผยแพร่ศาสนา ช่วยกันทั่วทุกสารทิศ ไปฮอด(ถึง)เมืองไหน ไปฮอด(ถึง)เมืองไหนทำเมืองนั้น ไปประกาศช่วยกันไป ดูเหมือนมาถึงเมืองไทยเราก็มีนะ เออ พระอะไร มหาอะไร ท่านมาเผยแพร่มานครปฐมก่อน

เหตุการณ์ที่ว่า พระเจ้าแผ่นดินจึงมีความยินดีที่จะสร้างมหาเจดีย์ใหญ่ขึ้นในสถานที่นี้ นครปฐมแน่ะ ให้สร้างนครปฐมขึ้นใหญ่โต เป็นที่สวน ส่วนรวมแห่งศรัทธาญาติโยมได้มากที่ไหนๆ ก็เกิดขึ้นเป็นปานดอกเห็ด พระธาตุทั้งหลาย เสด็จพระบรมสารีริกธาตุมา ก็สร้างเป็นเจดีย์ไว้ไหว้ไว้กราบกันทั่วประเทศไทย เออ ในเมืองไทยนี้ตั้งแต่พระ พระเจดีย์ อ้า ที่ท่านเสด็จมาเองหรือยังไง แต่ว่ามีศรัทธาสร้างกันเป็นล่ำเป็นสัน มหาเจดีย์ก็อยู่นครศรีธรรมราช นี่เป็นมหาเจดีย์ใหญ่เหมือนกัน บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ อยู่ภาคอีสานก็ธาตุพนม เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเหมือนกัน อืม นั่นท่านเผยแผ่ธรรมะจนให้เข้าอกเข้าใจกันได้ดวงตาเห็นธรรมกัน ไปสวรรค์กันหมด ผู้ไม่เชื่อ ไม่ฟังก็อาจจะไปตกนรกก็ได้มีอยู่ พวกไปตกนรกก็มี ประมาทพระบรมศาสดา เอาๆ อะไรมาต้มมาตุ๋นประชาชนไปอย่างงั้นแหละ แท้ที่จริงบารมีเขายังไม่พร้อม เขาจึงไม่ได้ปฏิบัติเคร่งครัดให้ถึงอรรถถึงธรรมกันได้

เพราะฉะนั้น พวกเรามีบุญมาเกิดในยุคในสมัยที่ศาสนาเจริญ มากแล้ว มีวัตถุก่อสร้างกันมากมาย เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นี้เป็นจุดหนึ่งล่ะ อ้า ที่โบสถ์แห่งนี้ก็เหมือนกัน ท่านก็เลยทำซะใหญ่โตไว้เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ เพื่อให้เป็นความดึงดูดจิตใจประชาชนทั้งหลายให้ละความชั่ว ประพฤติความดีกัน อ้า จุดประสงค์อย่างนี้ ถ้าได้มากราบมาไหว้พระบรมสารีริกธาตุหรือว่าพระ พระบรมรูปของพระพุทธเจ้า ก็เป็นปูชนียถาวรเหมือนกัน อ้า

ถ้าใครได้กราบได้ไหว้แล้วมีความสบายใจ แล้วก็เกิดรู้อะไรต่ออะไรขึ้นมา รู้ทุกข์ รู้สมุทัย รู้นิโรธ รู้มรรค ก็ปฏิบัติที่ถูกต้องขึ้นมา เสียสละตนออกบวชตามพระพุทธเจ้าก็มี บวชเป็นขาว เป็นชี ก็ต้องการอยากจะทำใจให้แจ่มแจ้ง ถาวรมั่นคง อันนี้ก็คงมีผู้ดูดดื่มด่ำในรสพระธรรมแล้ว เห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค ข้อวัตรปฏิบัติให้ถึงพร้อมแล้ว จึงเสียสละตนออกมาบวชตาม ถึงมันไม่บรรลุก็เบาบาง เบาบางไป จิตใจเบาบางไป เพราะได้ชำระอยู่เรื่อยๆ ผู้รักษาศีล ๘ ก็สมาทานศีล ๘ ให้ตั้งมั่น ผู้รักษาศีล ๑๐ เป็นสามเณร ก็รักษาศีล ๑๐ ให้ตั้งมั่น ไม่ถอยหลัง ถอยหลังนะเข้าคืนคลอง อ้า ถอยหลังเข้าคลอง.. ไม่มีอะไรดีจะพาเจริญ

ไปตายดาบหน้าเพิ่นบอก ครูบาอาจารย์สอนว่า ให้ไปตายดาบหน้า อย่าไปตายดาบหลังนะ อ่ะ สู้จนตายดาบหน้า

หลวงปู่มั่น(หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)เป็นตัวอย่าง หลวงปู่เสาร์(หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล) หลวงปู่สิงห์(หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม) หลวงปู่อะไรๆ นี้แหละ พวกเสียสละตายดาบหน้าทั้งนั้น ขอให้ดวงตาเห็นธรรมก็แล้วกัน นี่แหละท่านยังมุ่งมั่นไม่ยอมถอยหลัง

แต่คนโง่เขลาเบาปัญญาก็ไม่ฟังเหตุฟังผล หาว่าพระ
มา
ต้มตุ๋นคนเฉยๆ หลอกลวงคนเฉยๆ เออ หาเรื่องพุทธประวัติมาอ่านสู่กันฟัง ธรรมะของครูบาอาจารย์มาเล่าสู่กันฟัง หรือว่าได้ศึกษาเล่าเรียน ก็มาอ่านหนังสือให้เข้าอกเข้าใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ แจ่มแจ้งในใจตัวเอง อ้า ถึงไม่พูด มันก็แจ่มแจ้งอยู่อย่างนั้น ตามที่ได้พิจารณาให้ซึ้ง ให้ซึ้งถึงข้ออรรถ ข้อธรรมจริงๆ ไม่ถอยหลัง ไม่ถอยหลัง

เพราะฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย ต่างคนต่างก็มีพ่อ มีแม่ มีปู่ มีย่า มีตา มียาย เป็นผู้เลี้ยงดูเรามา เราจะตอบแทนท่านเหล่านั้นด้วยวิธีอย่างไร เออ บวชบูชาคุณของพระพุทธเจ้า บวชเพื่อตอบแทนบุญคุณของพ่อแม่ ผู้อดตาหลับขับตานอนกับเรา ไม่ใช่แต่ตอนนั้นนะ

ต๋บ(ซัก)ผ่า(ผ้า)ขี้ ตี่(แยก)ผ่า(ผ้า)เยี่ยว ท่านก็เอาทั้งนั้น พ่อเราแม่เราเอาทั้งนั้น กำลังกินอาหารเอร็ดอร่อยอยู่

 

ลูกท้องเสียเพิ่นก็ปื๊ดป๊าดใส่ตักตัวเอง ก็นอนอยู่บนตักน่ะ มันท้องเสียไม่ใช่มีแต่ลมนะ ท้องเสีย เนื้อมันก็ออกมาด้วย ปื๊ดป๊าดออกมา ทั้งน้ำทั้งต่อน(เนื้อ) เต็ม เอากลบไว้ก่อน เอาผ้ามากลบไว้ก่อน กลบไว้ก่อน กินข้าวซะก่อน ค่อยอิ่มซะก่อน เจ้าอึซะก่อน จึงจะไปซักล้างอล่องฉ่องให้ อ้า พวกเรามีพ่อมีแม่ ก็ต้องเป็นอย่างงั้นกันทุกคน พ่อแม่เป็นผู้ต๋บ(ซัก)ผ่า(ผ้า)ขี้ ตี่(แยก)ผ่า(ผ้า)เยี่ยว อดตาหลับขับตานอนให้แก่เรา เสียสละความสุขส่วนตน อ้า

f34.psd

อันนี้ก็ได้ฟังๆ มาหลายเรื่องหลายราว เรื่องจริงไม่ได้อิงนิยาย เกิดขึ้นที่ตัวของเราเองก็มี สมัยก่อนแม่เลี้ยงเรา เลี้ยงน้อง เลี้ยงอะไรมาหลายๆ คน แต่วันหนึ่งที่แม่นึ่งข้าวจะไปนาไปส่งข้าวพ่อ แต่มันไฟไหม้หม้อหรืออะไร มาหาหุงต้มใหม่ ก็สาย สายจนตาลายล่ะ พวกคอยจะกินจนตาลาย เออ เอ้ ป่านนี้ยังไม่มา ยังไม่มา มาแล้วก็สายแล้ว ก็ว่ากันบ้างนิดหน่อย เป็นยังไงๆ เหตุมันเป็นยังไงๆ มันถึงสาย ไม่ได้ตั้งใจไม่มาหรอก มาหุงหาอาหารใหม่ ทำอาหารใหม่ เสร็จเรียบร้อยก็รีบมานี่แหละ อ้า มาแล้วกินข้าวกันบ่ กำลังจะยุ กำลังหิวแต่ลูกมาอึใส่

เอ้ มัน มันไม่จื่อ(จดจำ) มัน มันไม่ได้อึหรอก แต่มันเป็นจะออกเหมือนกันล่ะ อึหรือว่าขี้นะ แต่น้ำเยี่ยวมันปวดน่ะ มันไม่อยู่ด้วยกัน มันโด่งไป เรานอนหงายอยู่ตักแม่ โด่งไป เพิ่น จ๊กๆๆๆ ใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก)แน่ะ ใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก)ถ้วยน้ำพริก แอ้ หากบ หาเขียดมาต้ม

มาป่น(น้ำพริก)ซะก่อนเก็บผักมาหยี่(คลุกเคล้า)กับ อ้า พอได้ยินเสียง จ๊กๆๆ โอ้ยๆๆๆ แน่ะ

ตายแล้ว โอะ ตายแล้ว คือเฮ็ดจั่งซี่(ทำอย่างนี้) ลูกพ่อใจดี เออ ช่างมันเถอะ เด็กน้อยมันไม่รู้จักปะสาอะไรหรอก ไม่รู้จักว่าอะไรเป็นอะไร เทออกซะ เทน้ำที่มันล้นถ้วย อืม เทน้ำออก แล้วเอาน้ำในหม้อมาผสมใหม่ ผสมให้มันพอดีๆ มีเกลือ มีน้ำปู น้ำปลา หรืออะไรก็เอาใส่ให้มันอร่อย พ่อมันเอาก่อนน่ะพ่อ เฮ็ด(ทำ)คำข้าวใหญ่ๆ จ้ำ(จิ้ม)ลงไปเลย

บักหว่า(ลูกหว้า) บักหว่า(ลูกหว้า)นี่ยัดเข้าปาก เอาผักบุ้งใส่ ผักแว่น ตามท้องไร่ท้องนา ผักกะแยง ผักแว่นอะไรนี่ ยัดเข้าไปกิน เป็นพ่อเป็นแม่กันอยู่ไหมล่ะ ก็จ้ำ(จิ้ม)เหมือนกัน กินเหมือนกัน

f46.psd

กินจนหมดถ้วย ถ้วยนั้นอร่อยที่สุด อ้า แล้วไปเอาน้ำในหม้อมาผสมใหม่ กินกันจนหมดจนเกลี้ยง แม่มักจะเล่าให้ฟังอยู่เสมอ อย่าดื้อเลยเธอ แม่กับพ่อน่ะกินได้แม้กระทั่งน้ำเยี่ยวนะ น้ำเยี่ยว ก็ฟังมาๆ พอฟังรู้ปะสาล่ะจึงก็ค่อยซึ้ง ซึ้งในน้ำใจแม่แน่ะ ถึงเยี่ยวใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก)แม่ก็ยังกิน กินได้ แน่ะ นึกถึงแม่เวลาไหน นึกถึงคำที่ท่านพูดให้ฟังว่า เยี่ยวใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก) ทำให้ล้นไป เทน้ำเยี่ยวออกแล้ว เอาน้ำในหม้อมาผสมใหม่ กินใหม่จนเกลี้ยงเหมือนกัน เนี่ย ท่านรักเราขนาดไหน ท่านเสีย เสียสละ ความขี้เกียจ ละขี้เกียจ รังเกียจ อ้า น้ำขี้ น้ำเยี่ยว น้ำปัสสาวะของเรา ท่านจ้ำ(จิ้ม)กินจนหมดเกลี้ยงถ้วยเลยแน่ะ เนี่ย

พ่อรักลูกขนาดไหน แม่รักลูกขนาดไหน ถ้าเล่าเรื่องอันนี้มาจะเป็นความทรงจำ ทำให้เราน้ำตาซึมทุกครั้ง ถ้าไปเล่าเรื่องพ่อแม่กินน้ำเยี่ยวของเราเอง น้ำตาเราซึมทุกครั้ง เอ้ ทุกวันนี้ก็ซึมอยู่ต่างหาก นึกข้อที่พ่อแม่กินน้ำเยี่ยวตัวเอง ทุกวันนี้น้ำตาก็ซึมออก โอ้โฮ พระคุณของแม่ พระคุณของพ่อน่ะ ไม่รังเกียจ แม้กระทั่งน้ำเยี่ยวเรา เพราะฉะนั้นจึงตั้งปณิธานไว้ว่า ขอบวชบูชาคุณของพ่อของแม่ให้ได้ มันอยากสึก ก็อดเอา อดเอา มันไม่ตายหรอก เออ คนอยากสึกเนี่ยมันไม่ตายน่า เออ

น่ะนาย เอาชนิดที่มันปรุงแต่งไป ก็เอาเรื่องนี้ล่ะขึ้นมาพิจารณา เรื่องเราเยี่ยวใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก)ของพ่อของแม่ กินกันจนหมดเกลี้ยง โอ้โฮ เราตอบแทนบุญคุณของพ่อของแม่ยังไม่จบ รีบสึกไปทำไม สึกไปแล้วจะไปมีลูกมีเมียเหมือนกันนะ แล้วก็เยี่ยวใส่ถ้วยป่น(น้ำพริก)ให้เรากินเหมือนกันสิว่า แน่ะ คิดชิดเข้ามา ด่าตัวเอง ว่ามันจะกำหนัดไปถึงไหน ถือดีไปถึงไหน ยินดีในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในโผฏฐัพพะ ในธรรมารมณ์ มันจะขนาดไหน อ้า มันจะเหมือนแม่เรารักเราจริงหรือเปล่า พ่อเรารักเราจริงหรือเปล่า จึงสามารถกินน้ำ น้ำเยี่ยวเราได้แทนอาหาร

อาหารมันมีถ้วยเดียวแค่นี้ เอาน้ำมาผสมให้มัน หลายขึ้น กินจนเกลี้ยงแหละ แต่นึกถึงเวลาใด น้ำตาเราก็ซึมเวลานั้น นึกถึงบุญคุณของพ่อของแม่ อ้า ท่านเสียสละเพราะพวกเรา
ทุกคนที่อยู่ในนี้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ พ่อแม่ของตัวเองหรอก เพราะว่าท่านฟูมฟักรักษา ต๋บ(ซัก)ผ่า(ผ้า)ขี้ ตี่(แยก)ผ่า(ผ้า)เยี่ยวให้เรา เราจึงเป็นผู้เป็นคนขึ้นมา

f18.psd

ถ้าท่านทอดทิ้งนิ่งดูดายเรา เราก็อูแว้ อูแว้ๆ หมดๆ หมดกำลังแล้วไม่มี กำลังนั้นนะทำน้ำนมของแม่อาจจะไม่มี อ้า แม่ สมัยน้อยๆ แม่ต้องเคี้ยวข้าวซะก่อน เคี้ยวข้าวให้ละเอียดซะก่อน ท่านกินหมากอยู่ ท่านเคี้ยวข้าว แล้วก็เอาตองมาห่อตอง อ้า ตองกล้วยดิบ มันอ่อนเอามาห่อหลายๆ ชั้น แล้วเอาไปปิ้งไฟ มาเอาใส่ไฟให้มันสุกดีซะก่อน.แล้วค่อยเอามาเคี้ยวใหม่ป้อนใหม่อยู่อย่างนั้นแหละ จนเราโตขนาดนี้ก็เพราะท่านเหล่านั้นเป็นผู้ประคบประหงมเรามาแน่ะ เพราะฉะนั้น อย่าไปดูหมิ่นถิ่นแคลนบิดามารดาของตัวเองเป็นอันขาด บิดามารดาเหมือนดังเทวดาของลูก เป็นพระของลูก บางแห่งท่านว่า

 

อาหุเนยยะ ปุคคะโล จะ

 

บุคคลเสมือนพระอรหันต์ ก็คือพ่อกับแม่ เป็นผู้เสียสละให้แก่ลูก พ่อแม่เนี่ยเป็นผู้เสียสละให้จริงๆ กินข้าวกับน้ำเยี่ยวก็ได้ อึออกมาก็ไม่รังเกียจ ขี้ออกมาท่านก็กลบไว้ก่อน กลบไว้ซะก่อน แล้วก็กินข้าวอิ่มซะก่อน กินข้าวอิ่มซะก่อน จะอุ้มไปล้างทำความสะอาดได้ให้ทั้งผ้าอ้อมทั้ง ทุกอย่างนั้นแหละ มันอึใส่แล้ว ก็ต้องต๋บ(ซัก)ไปหมดทุกอย่าง ปล่อยไว้นั่นก่อน เอาผ้าอื่นมาห่มไว้ให้ก่อนมันหนาว นั่นดูสิ น้ำใจพ่อ น้ำใจแม่ เราผ่านมาทุกคน มีพ่อมีแม่เลี้ยงดูเรามา ลืมตาอ้าปากดูโลก เราจึงมีชีวิตรอด เพราะฉะนั้นทำความพากความเพียร อย่าไปย่อท้อ เอาให้เต็มที่ จะบวชเรียนเขียนอ่าน จะบวชเป็นขาวเป็นชีก็ตาม เป็นพระ เป็นเณรก็ตาม เอาให้เต็มที่ อย่าไปถอยหลัง ถอยหลังล่ะมันลงคลอง อ้า

 

ถอยหลังตั้ม กุมภัณฑ์ สิเตะดาก(ก้น) ให้หยับ(ขยับ)เข้าใกล้

เตะดาก(ก้น)กุมภัณฑ์เด้อ ไปตายนาพู้น(โน้น)เขาจั่งย้องว่าดี

(ถอยหลังแล้วปัญหาจะรุมเร้า ให้เข้าเผชิญหน้ากับปัญหา

ไปตายข้างหน้า ท่านยังยกย่องว่าดี)

เออ อย่าท้อถอย เราก็เคยฟังเสียงนกร้องมาให้คิดถึง ในเวลาใจเราท้อถอย นกในป่ามันมีนกหลายชนิด คิดคักๆ คิดคักๆ คิดคักๆ ก็มี คิดแล้วคิดอีกก็มี แน่ะ คิดคักๆ คิดคักๆ อ่ะ คิดแล้วคิด คิดอีกอยู่อย่างงั้นล่ะ แล้วก็มีนก มหาโพระดกอะไร มันร้อง อด อด อดเถิด แล้วมันบอก มันไปอยู่ในป่า หิวโหยโรยแรง อะไรอ่ะ ให้อด นกบอกให้อด เราจะอดไม่ได้เหรอ อด อด อดเถิด อยู่อย่างนั้นอ่ะ ร้องทั้งวันทั้งคืน

นกอันนี้ชนิดนี้มีในคัมภีร์ เป็นนกมหาสัตว์ชนิดหนึ่ง มันจับอาหาร แมลงหรือว่าหนูหรืออะไรได้แล้ว แต่ว่าเผอิญมันหลุดปากมัน หลุดปากมันตั้งแต่นั้นมา มันก็ร้องอย่างเดียวไม่กินอะไรเลย ทั้งวันทั้งคืนจนสว่าง จึงหากินใหม่ แต่วันนี้ไม่กินอะไรแล้ว จับไม่ได้คือไม่กิน อด อด อดเถิด อยู่อย่างนั้นแหละ อ่ะ เอาอยู่งั้นแหละ

จับอยู่ดีๆ โห่ร้อง ไปจับก็ อด อด ล่ะ เสียง อด อด อดเถิดเรื่อยไป อยู่ทั้งวันทั้งคืน ไม่กินอะไรเลย นั่น นกอันนี้นก มาในบาลี มันร้องให้ความรู้แก่มนุษย์ มนุษย์ต้องอด อย่าโกรธ อย่าเกลียด อย่าอาฆาต จองเวรซึ่งกันและกัน ให้อดกลั้นทนทานกันไว้ดีกว่า คำไหนมันจะชั่วช้าเลวทรามเท่าไหร่ เออ เราจะอดไปแล้วก็สบาย ชั่วชาติ เลวทราม กระทบกระเทือนจิตใจเราขนาดไหนก็ตาม เราอดอย่างเดียว ใครจะทำไม เราจะอดอย่างเดียวใครจะทำไม ตาย ปล่อยให้มันตายคาผ้าเหลืองเนี่ย อด นี่เอาความอดเข้ามาพิจารณาทุกวันๆ อย่าไปมักง่าย อย่าไปถอยหลัง หาให้พบ เดินหน้าฆ่ากิเลส ไม่ใช่เดินหน้าทำไม เดินหน้าฆ่ากิเลส ไม่บาปหรอก สู้กับมัน มันจะเมื่อยจะหิวขนาดไหน เออ ลองดู

เราก็เคยอด ๒ วัน ๓ วันก็เคยอด ไม่กินอะไร เคยอด ได้แค่ ๒ วัน ๓ วัน ๔ วัน แล้วเมื่อย กินข้าวอีก กินข้าวแล้วก็ง่วง มหาง่วง อดหลายๆ วันมากินข้าวแล้วมันง่วง อาจจะหลับคาบาตรพระ กินข้าวอยู่ในบาตรอาจจะหลับคาบาตรพระ อันนี้เป็นเรื่องความอดกลั้นทนทาน พวกเรามารักษาศีล ๘ ไม่กินข้าวแลง(ตอนเย็น) พากันอดไม่ได้ ก็แอบไปกินข้าวแลง(ตอนเย็น) กินอาหารได้ตอนเวลาวิกาล(หลังเที่ยงถึงสว่าง) จะทำให้ศีลขาด ไม่ดีเลย ไม่อด ไม่ทน แพ้ แพ้แก่ความหิว ความหิวโหยมันบังคับเราให้กินข้าวเย็น

เป็นพระ เป็นเณรก็ดี เป็นแม่ขาว เป็นแม่ชีก็ดี ถ้าไม่อดไม่ทน ทำผิดศีลธรรมซะแล้ว กินข้าวแดงแกงร้อน ตอนเวลาวิกาลอันนั้นเป็นบาปเป็นกรรมเหมือนกัน อืม อย่าเลยๆ ไม่ตายหรอก ไม่ตาย ครูบาอาจารย์พาทำมา ท่านทำมาอย่างนี้ ไม่ตาย เอาตายสู้ การปฏิบัติธรรมก็เหมือนกัน จะมาปฏิบัติธรรม จำศีลภาวนา มันหิวโหยโรยแรงขนาดไหน มากกว่านี้มีไหม ตามมันไปเลย ไม่ตาย มันไปเลย ไม่ตาย นอนเมื่อยแล้วจึงนอนหลับไป ตื่นขึ้นมากระปรี้กระเปร่าแล้ว ไม่มีหิว ไปบิณฑบาตได้แล้ว

บิณฑบาตก็เห็นเขาเอา เอาอาหารใส่บาตร อยากจะจับมาใส่ปากเสียเลย อ้า มันหิว อ้าว อดเอา อดเอา อดเอา แต่ว่าที่นั่งซะก่อนจึงฟัดมัน มันจะขนาดไหนว่ะ ความหิวเนี่ยน่ะ เออ หลวงปู่คำดี(หลวงปู่คำดี ปภาโส) ท่านเคยสอนให้อุบายว่า มันน้ำลายออก เวลาจะตักอาหารใส่บาตรน้ำลายออก กลืนน้ำลายตัวเองก็อย่างงั้นแหละ อยากกินข้าว มันยังจัดอาหารไม่เสร็จ ท่านก็ไม่พากินหรอก อ้าว บอกว่าอย่าหิวๆ อย่าอยากๆ เพิ่นว่า อย่าอยากเด้อ ถึงเวลากินก็เลยกิน หนอ เออ อ้าวมันยังอยากอยู่ มันยังหิวอยู่ ลุกทันที เอาบาตรยกให้หมู่ซะ เอ้า เอาไปหมู่ มันยังหิวอยู่ มันอยากกิน มันอิ่มแล้ว มันกินอิ่มแต่สัญญามองเห็นอาหาร โน้น ไม่กิน วันนี้ไม่กินอะไรอ่ะ ทำไมมันเหลือเกินเหลือเกิน สอนยากว่ายาก ท่านทรมานตัวเอง ท่านทำอย่างนั้นทรมานตัวเอง ถ้ามันหิวมากจนเกินไป ไม่กินให้มัน อืม ทรมานจนมัน เอาหิวแหละ จึงค่อยกิน

เออ เป็นยังไง เอาอีกไหม ไม่เอาๆ ไม่เอาอีกเลย อดไหม อดอีกไหม ไม่เอา ท่านยอมเหมือนกันล่ะ เห็นใจแล้ว ท่านเอาจริงเอาจัง อดกลั้นทนทาน

f26.psd

ขันติ หิตะ สุขาวะหา

 

เพิ่นบอกไว้อย่างนี้ ความอดกลั้นทนทาน นำความสุขมาให้ ถ้าไม่อดกลั้นทนทาน ก็นำความทุกข์มาให้ ทุกข์ ถ้าไม่อดไม่ทนก็หนีไปสู้ทุกข์ ทำไร่ก็เอา ทำนาก็เอา ทำสวนก็เอา เออ ถ้าไปได้คู่ครองแล้วมันเป็นอย่างงั้น เออ อดกลั้นทนทานเอา ทำความเพียร ก็เหมือนกัน อดกลั้นทนทานเอา อย่าเห็นแก่ความมักง่าย ถ้ามักง่ายแล้วศีลก็จะขาด อ้า ไปกินข้าวตอนเย็น มันก็ศีลขาด ไม่อด ไม่ทน เป็นแม่ขาวแม่ชีให้ระวังให้ดี อย่าไปเผลอไผลเข้า ไปกินข้าวเย็น กินขนมเฉยๆ กินเข้าไป กินไป เออ ไปลุอำนาจแห่งความอยากแค่นั้นเหรอ มันจะไปพระนิพพานยังไงได้ เออ

เราต้องเป็นคนมีความอดกลั้นทนทาน จึงจะไปพระนิพพานได้ ถ้าไม่อดไม่กลั้นก็ไปแล้ว ไปแล้ว ทิ้งผ้าเหลือง ทิ้งสังฆา(ฏิ) ทิ้งบาตรแล้ว ไอ้ทำนองนี้ ต้องอดกลั้นทนทานให้เหนียวแน่น เชื่อมันตัวเองว่า ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากเหล่านี้เลย ความอยากเหล่านี้มัน มันก็เป็นกิเลสเฉยๆ หรอก อย่าไป อ้า พะว้าพะวังกับมัน นี่อดกลั้นทนทานนะ

 

ขันติ ธีรัสสะ ลังกาโร

ขันติ หิตะ สุขาวะหา

 

ขันติ เป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ความอดกลั้นทนทานนั้นเป็นเครื่องประดับอย่างสวยงามอันมีค่า ความอดกลั้นทนทาน เอาเพชรนิลจินดาก็สู้ไม่ได้ ถ้ามีความอดกลั้นทนทานล่ะ ไม่มีเครื่องประดับอื่นเข้ามา

งามหน้า งามตา งามกิริยา งามมารยาท งามเชื้อ งามชาติ งามวาสนา งามจิต งามใจ งามในศรัทธานะ เออ เอาใหม่ อดใหม่ ลองดูใหม่ เออ ผู้ที่เคยผ่านมาแล้ว ขอโมทนาสาธุ ถ้าอดกลั้นทนทานได้แล้วเป็นผู้ประเสริฐ

 

ขันติ ธีรัสสะ ลังกาโร

 

ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์ ถ้าเป็นนักปราชญ์ราชบรมจริงๆ ต้องมีความอดกลั้นทนทาน ต่อสู้กับความหิวโหยโรยแรง อ้า ความอยากมันมาบังคับเรา ทำให้เราเสียศีล เสียธรรมไปไม่ดีเลย เอาแหละ ธรรมะ ปกิณณกนัย วันนี้เพื่อต้องการให้ท่านทั้งหลายได้ฟังธรรมะขั้นสูง เออ ขั้นอดกลั้นทนทาน จึงได้พยายามเลือกคัดจัดสรรมาเล่าสู่กันฟัง แล้วก็เอาเป็นตัวอย่างของตัวเองด้วย ให้อด ให้ทน อย่ามักง่าย เออ เราจำศีลแล้ว เราจะไปลุอำนาจแก่ผิดศีลธรรมเลยเป็นอันขาด ไม่มีความอดกลั้นทนทาน เพิ่นบอก บอกว่าไม่สวย ไม่งาม ถ้ามีความอดกลั้นทนทาน เพิ่นว่ามีเครื่องประดับอันมีราคาสูง เออ ถ้าอดกลั้นทนทานได้ ชนะมันไปเป็นครั้งเป็นคราว ก็ได้เครื่องประดับไปทุกครั้งทุกคราว เออ ทำให้บรรลุคุณธรรมชั้นสูงได้

f33.psd

ดังที่แสดงมา ขอให้ท่านทั้งหลาย นำไปใคร่ครวญพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท ชนะความหิว ชนะความโลภ ชนะความโกรธ ชนะความหลงได้เป็นผู้ประเสริฐ

เพิ่นว่าเป็นผู้ประเสริฐ ประเสริฐจริงๆ เป็นพระอริยเจ้า พระอรหันต์ ท่านอดกลั้นทนทานมาขนาดไหน อ้า นั่นเป็นตัวอย่าง เราเป็นพุทธบริษัท เราก็จะอดกลั้นทนทานตามท่านไม่ได้เหรอ ดังที่แสดงมา ก็ยุติด้วยเวลา เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

โลโก ปัตถัมภิกา เมตตา

เมตตาธรรมค้ำจุนโลก

 

อะมะตัง

ไม่ตาย

 

อาหุเนยยะ ปุคคะโล จะ

บุคคลควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา

 

ขันติ หิตะ สุขาวะหา

ความอดทน นำมาซึ่งประโยชน์สุข

 

ขันติ ธีรัสสะ ลังกาโร

ขันติเป็นเครื่องประดับของนักปราชญ์

ถอยหลังตั้ม กุมภัณฑ์ สิเตะดาก(ก้น)

ให้หยับ(ขยับ)เข้าใกล้ เตะดาก(ก้น)กุมภัณฑ์

(ถอยหลังแล้วปัญหาจะรุมเร้า ให้เข้าเผชิญหน้ากับปัญหา)

 

จากวรรณกรรม สินไซ หรือ สังข์สินไซ

เรื่องราวการผจญภัยและการต่อสู้กับฝ่ายอธรรม

ของ ๓ พี่น้อง ประกอบด้วย สังข์ สินไซและสีโห

เป็นนิทานพื้นบ้านชิ้นเอก ในแถบกลุ่มวัฒนธรรม

ลุ่มแม่น้ำโขง ได้มีการสืบทอดต่อกันมาและหลอมรวม

ความเชื่อ ความศรัทธาเข้ากับพุทธศาสนา ทำให้เป็นที่นิยม

เช่น เทศน์สินไซ หมอลำสินไซ ท่วงทำนองดนตรี ท่าฟ้อนรำ

หนังประโมทัย(หนังบักตื้อ หนังตะลุงอีสาน)

ในงานศพและงานบุญต่างๆ

 

คำประพันธ์มีทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทกลอน ร่าย

ใช้ภาษาเป็นคำอีสานโบราณที่มีความลึกซึ้ง

เนื้อหานำไปเป็นแบบอย่างที่ดีในการปฏิบัติตัวในสังคม

 

ปรากฏเป็นภาพเขียนที่โบสถ์วัดชัยศรี บ้านสาวะถี

อ.เมือง จ.ขอนแก่น และยังมีปรากฏภาพเขียนตามสิมหรือ

โบสถ์เก่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังไว้ตามวัดต่างๆ

 

เทศบาลนครขอนแก่นได้นำตัวละคร ชื่อสีโห

มาดัดแปลงเป็นหัวเสาไฟฟ้าประดับตามถนนสายสำคัญๆ

เช่น ถนนข้าวเหนียวบริเวณจัดงานสงกรานต์ เป็นต้น

๑๗