หลวงปู่ท่อน ญาณธโร

วันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลา ๒๐.๐๐ น.

ณ อาคารปฏิบัติธรรม (นาถกรณธรรม)

สถานที่ปฏิบัติธรรม ต้นบุญธรรมสถาน

อ.เมืองชลบุรี จ.ชลบุรี

 

f21.psd

ผู้เฒ่าผู้แก่ตาไม่เห็น ตาไม่มอง มาใกล้ๆ นี้ก็ได้เด้อ เข้าใกล้ๆ นี้ก็ได้เด้อ เออ เดินไหวไหม เดินไหวไหม

เออ เอาๆๆ เพิ่นเอาดอกไม้มาบูชา

 

พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต

ธัมมะบูชา มหาปัญโญ

สังฆะบูชา มหาโภคะวะโห

 

คำบูชาดอกไม้ บูชาพระพุทธเจ้า แปลว่ายังไง เป็นมหาอะไร มหาเตโช

 

ธัมมะบูชา มหาปัญโญ

สังฆะบูชา มหาโภคะวะโห

 

เออ เท่านั้นล่ะ เรื่องฤทธิ์เรื่องเดชก็ได้ บูชาครั้งนี้ก็ได้ มหาปัญโญ มหาใหญ่ ครอบจักรวาล อะไร มหาเดช มหาปัญโญ ครอบจักรวาล มหาโภคะวะโห ปะเนี่ย การบูชาพระสงฆ์ นั่นหมายถึงมีมหาทรัพย์ มหาโภคะวะโห เออ มีความหมายอย่างงั้นนะ กราบเฉยๆ ไม่มีความนึก กราบไปเฉยๆ และไม่นึกด้วย เรากราบครั้งแรก แปลว่ายังไง โอ้ กราบพระพุทธเจ้า เอาดอกไม้มาบูชาพระพุทธเจ้า เป็นมหาเตโช มหาเดช มหาปัญโญ มหาใหญ่ มหาในจักรวาลนี้รวม มารวมอยู่ที่เราเนี่ย มหาปัญโญ กว้างขวางขนาดนั้น มหาโภคะวะโห อัน คำบูชา มหาโภคะวะโห มีโภคสมบัติใหญ่มาก อืม แล้วมารวมอยู่ที่ความปรารถนาของเราหมด อืม มหาปัญโญ มหาเตโช มหาโภคะวะโห รวมอยู่นี้หมด ใหญ่ ของใหญ่ๆ เป็นของเราหมด เราปรารถนาเอาหมด มหาฤทธิ์ มหาเดช อย่างนี้แหละเอาบูชาเพิ่นด้วย บูชากันข้างบนเนี่ย บูชาข้างบนเนี่ย บูชาพระพุทธรูปเนี่ย

อ้า ใช้ตรง ใช้ตรงนี้ก็ได้ ใช้ดอกไม้นี้ก็ได้ เออ ดอกไม้ ใส่ดอกไม้ ยอด ต่อยอดไม้ ต่อยอดดอกไม้ไป เออ อันนี้จัดไว้ซื่อๆ หรอก เผื่อมีคนมา

เป็นยังไงอ่ะสุขภาพแข็งแรงอยู่ แข็งแรงดีเนาะ(นะ) นี่ก็แข็งแรง ดีไหม แข็งแรงดี

เรามีโอกาสได้ทำคุณงามความดี ตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมเหรอ หรือศูนย์อะไร ศูนย์ ศูนย์ปฏิบัติธรรม อ้า ทำบุญไปด้วย ศูนย์ปฏิบัติธรรม อันนั้นก็อยู่กับเราล่ะ

 

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง

สัพพะปาปัง วินัสสันตุ อะเสสะโต

 

ขอให้โรคภัยไข้เจ็บจงพินาศ ไม่เหลือหรอ ด้วยบุญบารมีที่เรามาปฏิบัติธรรมในศูนย์นี้ เราต้องการให้กิเลสเราเบาบาง

 

ทานัง เทติ

 

เอาบุญมา มาทำบุญให้ทานที่นี่เป็น

 

ทานัง เทติ สีลัง รักขะติ

 

อีกปะเนี่ย ศีลเอง ก็เป็นใจตั้งมั่น

 

สีลัง รักขะติ

 

ภาวนาเองล่ะเนี่ย

 

ภาวะนานัง ภาเวตตะวา

 

อันนี้เพิ่นสรุปให้เราแล้ว ครูบาอาจารย์เพิ่นสรุปไว้

เอกัจโจ สัคคัง คัจฉะติ เอกัจโจ โมกขัง คัจฉะติ นิสสังสะยัง

 

f13.psd

น่ะ สร้างบารมี ไม่ได้ธรรมดานะ การรวมกันนี้ไม่ใช่มารวมสนุกสนานกันเฉยๆ ไม่มี

 

มโหสบคบงัน

 

แต่อย่างใด เพียงแต่ตั้งใจมา เข้าศูนย์ เข้าศูนย์ปฏิบัติธรรม ทำยังไง ศูนย์ปฏิบัติธรรม พัฒนากาย วาจา ใจ ตัวเองให้มัน จิตเป็นของเจริญ ไม่ให้ของเสื่อม เรามาปฏิบัติธรรมมาทำให้ใจเจริญ รุ่งเรือง ให้ได้รู้บาป บุญ คุณ โทษ แน่นอนซะก่อน นั่น เรียกว่าพัฒนาใจ อำนาจของศีล อำนาจของธรรมแล้ว

มันจะบ่ายแล้ว เอาเลยๆ หลวงปู่ก็เดินทางมาตลอดตั้งแต่บ่ายมา บ่ายกี่โมงออกจากโรงพยาบาลเนี่ย รอรถ ต้องเอารถไปเบิ่ง(ดู)น้ำมัน ไปทำอะไร ไปเบิ่ง(ดู)น้ำมัน ไปเช็คตรวจซะก่อน แข็งแรงดีหรือเปล่า เลยนั่งคอย เวลานั่งคอยเขา เขาก็เปิด มีทีวีให้ดูเหมือนกันแหละ อ้าวของดีนั่นน่ะ ของทีวี ดูทีวี เขาชกมวย มวยโลก มวยโลก มวยญี่ปุ่นบ้าง มวยไทยบ้าง เออ ไอ้เราก็เลยไม่ง่วงนอน ถ้าหากใครหันหลังจะง่วงนอน เรานั่งอยู่แล้วมันอยู่ข้างหน้าแล้ว เขาชกกันให้เราดู อ้าว คนไทย ชื่อว่า ไอ้สมาน เออ คนญี่ปุ่นมันชื่ออะไรไม่รู้อันหนึ่ง ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะอยู่นั่นล่ะ เออ การแข่งขันกัน แข่งขันกันในทางศิลปะ เออ ศิลปะ วัฒนธรรม เขาก็เอามาแข่งกันหมดทุกอย่างนั้นล่ะ การค้า การขาย การซื้อ การหา แลกเปลี่ยน ทรัพย์สมบัติเอามาบำรุงสถานที่เรา ได้เงินมาเอามาบำรุงสถานที่ ไม่ได้เก็บ ได้กำ ได้กอบ ได้โกย ได้โกงกินใครหรอก เอามาพัฒนาสถานที่ เอาไว้ให้พี่น้องประชาชนได้รับความสะดวกสบาย อย่าเข้าใจว่าเป็นคนหลอกลวงโลกน่ะ ไม่ได้หลอกลวงโลก ต้องการให้ทุกคน มีศีล มีธรรมกันหมด ศีล สมาธิ ปัญญา ให้มันเกิดขึ้น เพราะสถานที่แห่งนี้เป็นการพัฒนาจิต ให้จิตเจริญรุ่งเรือง ให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ทางโลกและทางธรรม ให้รู้เท่าทันเหตุการณ์ ถ้ามีความรู้เกิดขึ้นในสมาธิก็โดนเข้าไปว่า โอ้โฮ ถ้าเราไม่นั่งสมาธิภาวนา สิ่งอย่างนี้เกิดขึ้นอยู่ บ่อยๆ แต่เราไม่ได้ใส่ใจ ไม่ได้ใส่ใจกับการปฏิบัติอย่างนี้ ก็เลยผ่านไปเฉยๆ ที่จริงมันต้องใส่ใจ การปฏิบัติธรรมมันต้องใส่ใจ ตั้งใจปฏิบัติจริงๆ เออ ให้ใจเราสงบ ธรรมดาใจของคนเรา มันวิ่ง วิ่งไปวิ่งมา เขาเอิ้น(เรียก)ว่าฟุ้งซ่าน ฟุ้งซ่านรำคาญจิต ทำให้เกิดหงุดหงิดงุนงิน รำคาญ ถ้าใจเราสงบอย่างเดียว ใจของเราที่มาอยู่หลายๆ คนอย่างนี้ สงบลงไปเป็นหนึ่งได้ วิเศษมาก วิเศษมาก เฮอะๆ หลวงปู่หลุย(หลวงปู่หลุย จันทสาโร)ว่าวิเศษมาก อ่ะนะ ตั้งใจเป็นหนึ่งได้ ทุกครั้งด้วย ครั้งที่มีใจสงบ นิ่งได้หลายนาที เป็นชั่วโมงๆ จนลืมเนื้อลืมตัว เอ้ เรานั่งอยู่ หรือเราทำอะไรอยู่เดี๋ยวนี้ล่ะ ไม่รู้จักว่าตัวเองนั่ง มันรวมลงไปเป็นหนึ่งแล้ว จิตเป็นหนึ่ง นั่นก็วิเศษ เขาเรียกว่า

 

เอกัคคะตาจิต เอกัคคะตารมณ์

 

จิตเป็นหนึ่ง ยามนั้นได้รับความสุข ถ้าจิตฟุ้งซ่านไปทางอื่นอยู่ คิด ทำเครียด ทำการ ทำงาน ทำเงิน ทำทอง ทำธุระ หน้าที่ต่างๆ มันฟุ้งซ่านออกไป มันก็เลยไม่สงบ ไม่สงบเลย ไม่ได้รับความสุขพอเท่าที่ควร ถ้าใจเป็นสุขแล้ว

 

เอกัคคะตาจิต เอกัคคะตารมณ์

 

จิตเป็นหนึ่ง มีอารมณ์อันเดียว หนึ่งอยู่ตลอดเท่านั้น ถ้าทำใจให้เป็นหนึ่งได้ทุกครั้งๆ เรียกว่ากำไรชีวิต กำไรชีวิตถ้าเราทำได้อย่างงั้น ใจเป็นหนึ่งอย่างนั้น ไปในรถ ไปในเรือ ไปที่ไหนเดินทางไกล ไปทางน้ำ หรือทางบกก็ตาม ถ้าเราไปในเรือ ในรถ ทำใจให้เป็นหนึ่งไปอย่างงั้นแหละ หนึ่งเดียว หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ รู้ตัวอยู่อย่างนี้เสมอเรียกว่า

 

สัมปชัญญะ

 

รู้ตัวอยู่ตลอด หายใจเข้าก็รู้ หายใจออกก็รู้ ใจเป็นหนึ่งได้ เออ เมื่อมาหลายๆ คนอย่างนี้ ก็หลายตั้งแต่คนหรอก หลายคน จำนวนคนหลาย แต่ว่าผู้ที่จะเอาจิตให้เป็นหนึ่งได้ มีกี่คนว่ะ มีกี่คนจิตเป็นหนึ่ง เป็นหนึ่งเดียว ที่เป็นหนึ่งนั้นเพิ่นว่ามีความสุข มีความสุขมาก

f20.psd

 

สุโข วิเวโก

f28.psd

อ้า ถ้าทำใจให้เป็นหนึ่งได้ก็มีความสุข สุขกาย สุขใจด้วย ไม่มีปวดหลัง ไม่มีปวดเอว เพราะว่ามันรวมเข้าไปแล้ว มันไม่มีเอวที่จะปวด มันไม่มีแข้งมีขาที่จะมาปวด ใจเป็นหนึ่งอยู่อย่างงั้น รู้ รู้ รู้ อยู่อย่างงั้น อันนี้ครูบาอาจารย์เพิ่นยกให้ว่าวิเศษ วิเศษมาก ทำได้อย่างงั้นทุกครั้ง ถ้าทำได้ทุกครั้งๆ

 

อาสวะ คือ กิเลส ๑๐

 

รบกวนยั่วยวนต่างๆ มันก็สงบไป ไม่มารบกวนเรา ให้วุ่นให้วาย เป็นหนึ่งลงไปแล้ว ใจเป็นหนึ่งแล้ว ไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีปวดหลัง ไม่มีปวดเอว ไม่มีง่วงเหงา ไม่มีหาวนอน จะว่าหลับหรือตื่นก็ไม่รู้ล่ะมันแน่ะ ไม่ ไม่รู้ หลับก็ไม่รู้ ตื่นก็ไม่รู้ มีแต่รู้ รู้ รู้ ลงไปเป็นหนึ่ง อยู่อย่างงั้น ถ้าใจเป็นหนึ่งได้อย่างนั้น เราก็มีความสุข สุขหนอ สุขหนอ เพิ่นว่าล่ะ ได้รับความสุขแล้ว เพิ่นว่า สุขหนอ สุขหนอ

ในครั้งพุทธกาลโน้น พระผู้มีพระภาครู้ว่ามีคนหนีจากครอบครัว หนีจากความวุ่นวาย กำลังเดินออกมาจากบ้าน เพิ่นก็ ไปนั่งคอยอยู่ นั่งคอยอยู่ คนนั้นก็บ่นอยู่อย่างงั้นแหละ แหม ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ วุ่นวายจังเลย พวกสนมกำนัลใน ทั้งหลายมันเล่น มหรสพ ฟ้อนรำ เต้น เล่นระบำอะไรเขา เล่นกัน สนุกสนาน ดนตรีก็เล่นกันสนุกสนาน บ้านนี้ก็เกิดความวุ่นวายขึ้น ตัวเองไม่สนุก พวกเขาวุ่นวาย ก็บ่นลงจากบ้านไป หนีไปๆ ที่ไหนมันมี ไม่มีความวุ่นวาย ที่ไหนไม่มีความขัดข้องจะไปที่นั่น บ่นไปอย่างงั้นแหละ ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง

f35.psd

พระบรมศาสดารู้จักวาระจิต ของโยมผู้เดินไปแน่ะ โอ้ เขาวุ่นวาย เขาขัดข้องนะ ที่นี้ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง เธอจงมาที่นี่เถิด ที่นี่ไม่มีเรื่องวุ่นวาย ไม่มีเรื่องขัดข้อง จงมาที่นี่ เออ เพิ่นก็เทศน์เรื่องความวุ่นวายขัดข้อง อืม มันเป็นอยู่อย่างนี้โลกเขา ถ้าเราสำรวมจิตใจให้เป็นหนึ่งได้ ความวุ่นวายมันก็ไม่มี ความขัดข้องมันก็ไม่มี สบายเลย เอ้ พ่อกับแม่วิ่งวุ่นหาลูก ออกจากบ้านไปไหน มานั่งอยู่ในนั้นน่ะ นั่งอยู่ในที่ประชุมแห่งนั่นแหละ มีๆ คนมาฟังเทศน์ทั้งนั้นแหละ แอบนั่ง มองไม่เห็นลูก ทำให้ไม่เห็นลูก ถ้าให้เห็นลูก เออ แล้วมันจะเกิดความวุ่นวายขึ้นอีก มันไม่สงบ เพิ่นก็บังไว้ บังไว้ ปิดไว้ ชื่อหยัง(อะไร)ก็เมื่อชื่อ ชื่อหยัง(อะไร)ก็ ฮะ พระยสะ(ยะสะ) อ้า กุลบุตร พระยสะ ยสะพระยสะ เป็นเศรษฐีมีเงินมีทอง ตระกูลดี แต่ว่าเขามาฟ้อนรำทำเพลงให้ เกิดความวุ่นวายขึ้นในใจ มองดูรูปทั้งหมดก็เหมือนอยู่ในป่าช้า ยิ่งเขาง่วงมากเขานอนหลับปะเนี่ย เขานักฟ้อน ตอนเต้นรำทำเพลงทั้งหลายเขาง่วงหลาย เขาก็เลยนอนเลย หลับเลย เวลาหลับแล้วไม่รู้สึกตัว มันนอนอยู่ท่าไหนปะเนี่ย น้ำลายไหลออกมาก็ไม่รู้ มันหาวก็ไม่รู้ ไม่รู้ตน ไม่รู้ตัว จนผ้าผ่อนท่อนสไบที่แต่งกาย มันชะเวิกชะวาก(เปิดกว้างและลึกเข้าไป)เปิดออกไปหมดล่ะ ทางนั่นมาเห็นเข้า โอ้โฮ มันเป็นอย่างนี้คน นอนหลับ ไปแล้วไม่รู้เนื้อรู้ตัว มันเป็นอย่างงี้นี่เอง เหมือนดังป่าช้า เหมือนดัง ป่าช้าผีดิบ อ้าปากน้ำลายไหลเยิ้มออกมา คนที่กรน ก็กรนไปดังนิสัยนอนกรน ก็กรนดังนิสัย ครืดคราดๆ บางทีก็เคี้ยวหมากจั่วๆๆ เหมือนดังกินหมากเนี่ยนะ ทำไม ดูคนเหล่านั้น โอ้ เหมือนคนตายแล้ว เกิดความขัดข้องขึ้นในใจ ของพระยสะ พระยสะนั่นแหละ ขัดข้องขึ้นในใจ ไม่สงบเลย ออกจากบ้าน มุ่งหน้าเข้าป่าไปเลย นี่บ่นไปอย่างงั้นน่ะ ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่วุ่นวายไปอย่างงั้นแหละ ที่นี่ก็หมายถึงว่าที่เขามหรสพ เขาฟ้อนรำขับร้องนั่นล่ะ ที่นั่นมันวุ่นวายจริงๆ อ่ะ บ่นไปเรื่อยๆ บ่นไปเรื่อยๆ พระบรมศาสดาท่านนั่งคอยแล้ว เดินจงกรมคอย นั่งคอย เขาบ่นมาทางโน่นเพิ่นรู้ อ้า พอได้ยินเสียงแล้วก็ว่าไป เออ ที่นั่นมันวุ่นวาย มันขัดข้อง ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาเถิด มาเถิดมาที่นี่ ไม่วุ่นวาย ไม่ขัดข้อง มาแล้วท่านก็เทศน์ให้ฟังล่ะปะเนี่ย เรื่องโลก เทศน์เรื่องโลก อารมณ์ของโลก หน้าที่การงาน ทำการ หาเลี้ยงชีวิตและครอบครัว มันวุ่นวายอยู่ตลอดวัน แต่พอกลางคืน พักงาน พักการ แล้วก็พากันมา เสพดนตรี มีดีดสีตีเป่า

f25.psd

มีกลอง มีตะโพนอะไร ตึ้งๆๆ ไอ้พวกชอบสนุกสนานก็เต้นตามจังหวะเพลงนั่นแหละ เพลงอะไรก็ไม่รู้หรอกสมัยก่อน มันมีเพลงมาตั้งแต่ไหนแล้ว ตึ้กตักๆ ปวดหัวขึ้นมา แลวเนี่ย พระยสะ ปวดหัวขึ้นมา คิดไปตามฟังเสียงเพลงอะไรก็ปวดหัวขึ้นมา แหม มันวุ่นวายขนาดนี้เหรอ มันเป็นยังไง มันคือจึงเงียบไป อ๋อ ลงมาดู นอนระเนระนาด ทุกคนไม่มีสติสตังอยู่กับเนื้อกับตัว นอนน้ำลายไหลออกมาจากปาก หยดแหมะๆ อยู่อย่างงั้น แน่ะ นอนกรนก็กรนไป บ่นเพ้ออะไร ก็บ่นเพ้อไปตามเนื้อเพลงของเขาล่ะ แล้วไอ้ พระยสะก็เหมือนกับ ดูแล้วขัดข้องในใจ มันไม่สงบจริงๆ เว้ย มันไม่สงบจริงๆ เว้ย เออ เกิดขัดข้องขึ้น เกิดวุ่นวายขึ้น ก็เลยให้ลงจากบ้านก็ ไปมันไม่มีทิศ ทิศทางอะไรเลย แต่ว่าบารมีของพระยสะว่า ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้อง ที่นี่วุ่นวาย ที่นี่ขัดข้องอยู่งั้น เดินไปเรื่อย ว่าไปเรื่อย พระพุทธเจ้าท่านรู้ เออ ที่นั่นวุ่นวาย ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง จงมาสู่ที่นี่เถิด มาหาเรา ที่นี่ไม่ขัดข้อง ไม่วุ่นวาย เงียบ สบาย เออ เอ๋ อันนี้เสียงเนี่ย มันเสียงมาจากข้างหน้า เอ๋ ใครมาพูดเรียกเราอย่างงั้นเน้อ ก็เดินดุ่มเข้าไปหา ไปเห็นพระบรมศาสดานั่งประทับคอยอยู่ อืม คอยผู้มีบุญวาสนาจะมาเนี่ย เขาจะมีบุญอยู่โปรดเขาก่อน เนี่ย ต้อนรับเขาก่อน เขาวุ่นวาย เขาขัดข้องเรื่องอะไร เออ มาเถิด มาสู่ที่นี่เถิด ยสะเอย ยสะ ยสะนั่นน่ะ มาที่นี้ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มาสู่ที่นี่เถิด มา เข้าไปใกล้แล้วก็ถอดรองเท้าออก

f48.psd

กราบพระบรมศาสดา เออ มันเป็นอย่างงั้นแหละเรื่องโลก มันวุ่นวายทั้งโลก มันเป็นแต่เฉพาะหมู่บ้านของเราที่จัดงานนี้ เท่านั้นก็หามิได้ บ้านอื่นเมืองอื่นเขาก็จัดงานอย่างงี้เหมือนกัน วุ่นวายทั้งโลก วุ่นวายทั้งประเทศ เขาไม่รู้จักว่าเขาวุ่นวาย เขาไม่รู้จักการขัดข้องทางหัวใจ เพราะเขาเพลิดเพลินไปกับเสียง เพลง เสียงดนตรี ดีดสีตีเป่า มันก็ครึ้มๆๆ จนดึกตลอดคืน เกิดวุ่นวายขัดข้อง แล้วก็เดินออกจากบ้านไป มุ่งหน้า ไปตายดาบหน้าดีกว่าเว้ย อยู่ที่นี่มันไม่ไหว นอนไม่หลับ ไปแล้ว ได้ยินเสียงเรียกอยู่ทางโน้น ข้างหน้าโน่น ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง จงมาสู่ที่นี่เถิดน่ะ ยสะ ยสะ มาสู่ที่นี่เถิด ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มา มา เออ พอมาแล้วก็ เฮโลมาแล้วเหรอ อ่ะ เออ ถอดเกิบ(รองเท้า)ไว้ซะก่อน แล้วค่อยคลาน เข้ามากราบใกล้ๆ กราบ ด้วยความตั้งใจล่ะ เดี๋ยวความวุ่นวาย มันก็จะหมดไปหรอก ความขัดข้องมันก็จะหมดไปหรอก ทำใจให้อยู่กับเนื้อกับตัว

เพิ่นจะบอกวิธีง่ายๆ ให้ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ หรือมัน หรือจะบริกรรมว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธก็ได้ อยู่แค่นั้น ปะเดี๋ยวมันก็นิ่งหรอก ความวุ่นวายที่อยู่เบื้องหลังนั้น มันไม่ตามมาหรอก ไม่วุ่นวายที่นี่ ทำใจให้สงบอย่างเดียว เราจะเห็นความสุข เราอยู่ในมหรสพครึกครื้นรื่นเริงอย่างงั้น ใจเรามันปรุงแต่งไม่หยุดสักที มันได้มาอย่างงี้แล้ว ทำใจให้สงบ ทำจิตให้สงบอยู่กับเนื้อกับตัว หายใจเข้ารู้ หายใจออกรู้ เอาอยู่แค่เนี่ย ไม่เอาอย่างอื่นแล้วน่ะ เอาไปเอามาใจของพระยสะก็เลย นิ่งลง เงียบลงๆๆ ตามเพิ่นบอกนั่นแหละ เงียบลงจนไม่รู้ตัวล่ะปะเนี่ย เงียบ เงียบจริงๆ ได้ยินเสียงแต่จิ้งหรีด แมงสอดอะไรมันร้อง จิ๊กๆๆๆ ตัวอื่น เรื่องของเขาไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราจะเอาความรู้เท่านี้ พระบรมศาสดานั่งอยู่ข้างหน้า เพิ่นบอกอย่างงั้น เอาอารมณ์พระศาสดาเนี่ยมาใส่ตัวเอง เพิ่นนั่งสงบอยู่ที่นี่ได้รับความสุขกว่า นั่งไปนั่งมา ใจสงบลงไป เงียบเลย เงียบ หายใจเข้าก็ไม่รู้ หายใจออกก็ไม่รู้ เงียบจริงๆ คลายความไม่มีตนไม่มีตัวอะไรเลยล่ะ สบาย อ๋อ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง ความสงบจิตสงบใจ เกิดความสบาย เรียกเป็นสมาธิ อย่างใหญ่โต เป็นสมาธิอย่างใหญ่โต เงียบไปหมดป่านั่นเลย สักหน่อยพ่อข้างบ้าน เห็นลูกเดินลงจากบ้าน เดินไปทางนี้ล่ะ ก็เลยทางนี้ล่ะ ตามรอยไป ขึ้นไป ไปไหน วิ่งวุ่นหาลูก หนีจากบ้าน อืม มาแล้วกำลังพะว้าพะวัง นึกถึงลูก มองดู คนนั่งอยู่จำนวนมาก ไม่เห็น ไม่เห็นสักคน พระบรมศาสดาเพิ่นบังจิต บังให้จิตไม่ให้เห็น ไม่เห็นลูก จะเป็นข้าศึกแก่ภาวนา กำลังเข้าภาวนาอยู่โน่นล่ะ อยู่กับหมู่แหละ มันจะเป็นข้าศึก กับที่บอกว่าทางนู้นแหละ มานั่งอยู่นู้นแหละ ถ้าบอกอย่างงี้ มันจะเกิดความวุ่นวาย

f41.psd

 

พ่อแม่ลูกมาเจอพร้อมๆ กันแล้ว มันจะเป็นยังไง โอ้ย ความเงียบก็เลยจะไม่มี ก็เลยทรมาน เออ เฮอะ เออ กอดคอกัน ลูกหนีมายังไงๆ หนีวุ่นวาย เดี๋ยวอ่ะ นั่งก่อน นั่งซะก่อนๆ ท่านเป็นเศรษฐีน่ะ เจ้าของบ้านเนี่ย ผู้เป็นพ่อ นั่ง นั่งก่อนๆ ประเดี๋ยวก็เห็นหรอก นั่งให้ใจสงบซะก่อน ประเดี๋ยวก็เห็นหรอก เออ นั่งประเดี๋ยวก็รวมลงไปอีกปะเนี่ย รวมคราวนี้รวมใหญ่ รวมตัว เอาแม่มาไหม แม่มาไหม แม่ตามมา ช่างเขาเถอะเขามาถึง ก็จะมาเข้ามาเองหรอก เออ เพราะแม่เขามาเพราะ เขาตามหาลูก มันก็จะวุ่นวายอีก เงียบ หายเงียบ ฟังความเงียบซะก่อน

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

ความสงบเกิดสุขขึ้น สุขอื่นใดไม่มี แล้วเกิดความสงบขึ้น เพิ่นก็บอกว่า

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี เพิ่นก็เทศน์ให้ฟัง ทำใจให้สงบ ประเดี๋ยวก็ ลูกก็จะมาแหละ เออ อย่าไปวุ่นวาย อย่าไปติดกับเขา ดูใจตัวเองนั้น ให้ดูใจตัวเอง อย่าไปฟุ้งซ่านกับเขา ก็ทำตามคำพระบรมศาสดาสอน ทำให้เงียบ เงียบอยู่ประเดี๋ยวเดียว นิดเดียว ออกกันมาแล้ว ออกกันจากสมาธิกันแล้วปะเนี่ย ก็มี อ๋อ บัดนี้เห็นลูกแล้วปะเนี่ย ให้เห็นได้ ได้เจอ ต้องได้รับคำอธิบายต่ออยู่ ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี พระพุทธเจ้าก็ดี พระสงฆ์ก็ดี ท่านไปอยู่ป่าอยู่เขา ท่านก็ทำใจอย่างนี้ ให้สงบลงเป็นหนึ่งให้ได้ ก็จะได้รับความสุข

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี หาความสุขอื่นไม่มีวุ่นวาย ถ้าส่งไปตามอารมณ์ของโลกมันวุ่นวาย ถ้ามาสงบจิตอยู่นิ่งๆ รู้ตัวอยู่เฉยๆ จะเกิดความสุข สุขหนอ สุขหนอ จะได้ว่า อ๋อ มันเป็นอย่างงี้นี่เอง สงบแล้วปะเนี่ย ออกจากสมาธิแล้ว นั่นแหละ พระยสะ นั่งอยู่นั่นแหละ เห็นหรือยัง พระยสะ เห็นหรือยัง เอาแล้วล่ะ เขาอยู่สบายแล้ว เขาได้รับความสงบ ได้รับความสบายแล้ว อย่าไปกวนเขา ให้เขาได้นั่งสมาธิภาวนาต่อ ไป หาความสงบใส่ตัวให้มันได้ เพราะอยู่ในบ้านน่ะ ไม่มีเวลาเป็นตัวของตัว เป็นบ้า ระห่ำไปตามกันหมด อ้า ผู้ชอบเต้น ชอบดีด ชอบเต้นรำ เต้นฟ้อนอะไรก็ ยึกยักๆๆ อยู่นั่นแหละ เสียงฆ้อง เสียงกลอง มันดังจังหวะขึ้นมา ก็ทำให้ ตูมตามๆ ขึ้นมา ถ้าทำใจให้สงบ เพิ่นบอกว่าทำใจให้สงบซะก่อนก็จะเห็นลูกหรอก เชื่อคำของพระพุทธเจ้า ทำตามคำสอนของเพิ่น หายใจเข้าพุท เวลาลมออกก็โธ หายใจเข้าพุท ลึกๆ เวลาลมออกก็โธ ใจมันนั่น น้อยเข้าๆ ต้อม(แคบ)เอา ต้อม(แคบ)เอา นิดเดียว นี่ วอมแวมๆ คล้ายๆ แสงไฟมันหรี่จะดับอยู่แล้ว อ๋อ มันเป็นอย่างนี้เอง เพิ่นจึงว่าให้ทำความสงบ ถ้าทำความสงบลงไปแล้วเกิดใจรวมเป็นหนึ่งได้เลย เพิ่นจึงบอกว่า

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

 

สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี อ้า ขอให้ทำใจให้สงบ เวลาอ้า ประชุมกันหลายๆ อย่างงี้ ทำใจให้สงบ ทำใจให้สงบได้แล้วจะมีความสุขอย่างงี้หลายๆ ไม่กลับบ้านนะ นอนที่นี่หรือเปล่า มีที่นอนหรือเปล่า ฮะ นอน เออ นอนที่นี่ ให้มันสงบ รักษาความสงบของใจของเราไว้ เรามาเดี๋ยวนี้เรามาทำเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา เราไม่ได้มาสนุกสนานอย่างอื่น เรื่องเพลง เรื่องหมอลำ หรืออะไรดนตรี ดนเตอไม่มี ไม่มี ทำใจให้เป็นหนึ่งได้ เรานั่งได้ตลอดคืน ยิ่งจะมีความสุขตลอดคืน หึหึ สบายมากจริงๆ เออ สบายมากจริงๆ เวลานั่นแล้ว เวลาพอสมควรแล้วก็เลยถอน ถอนจิตซะ ออกจากจิตซะ อย่าอยู่ในจิตมัน จะเห็นลูกตัวเองหรอก ก็นั่งอยู่ในหมู่นั่นแหละ ลูกตัวเองยสกุลบุตร เดี๋ยวจะเห็นเอง โอ้ย เห็นลูกแล้วร้องไห้ใส่กันอีกพักหนึ่งซะก่อน นึกว่าลูกไปทางอื่น ไปล้มไปตายที่อื่น จะเดือดร้อนขึ้นมา เอาล่ะ เห็นสุขแล้วให้แนะนำกันต่อไป ให้ทำใจให้สงบ ถ้ากลับไปบ้านแล้วก็ ทำใจให้สงบทั้งพ่อ ทั้งแม่ ทั้งลูก แล้วมันจะมีความสุขพิเศษ เอ้ วันนี้ทำไมเงียบดี ทำไม ร้องเพลงเขาก็นอนหลับกันหมดแล้ว อะไรหมดแล้ว มันเงียบอย่างนี้ได้สมาธิ ตามคำสอนของพระบรมศาสดา เพิ่นสอนไว้ให้นั่งให้มันสงบ ให้เป็นอารมณ์เดียวซะก่อน อารมณ์อันหนึ่ง จิตเป็นหนึ่งซะก่อน จะเห็น ความมหัศจรรย์ทางจิต สงบ ใจสงบ ใจเป็นหนึ่ง ความสุขอื่นสู้ความสงบไม่มี ใจสงบลงไปแล้ว เป็นหนึ่งแล้ว แข้งขาก็ไม่มี นั่งอยู่นี่ ไม่มีแข้งมีขา นั่งสมาธิ ไม่มีแข้งมีขา ไม่ปวดหลัง ไม่ปวดเอว สบายจริงๆ เอ้า เพิ่นนั่งต่อไป ได้รับความสุขสมควรแล้ว จึงค่อยพูดกัน เวลาออกจากสมาธิ มาแล้วปะเนี่ย เอ้า ใครจะตั้งใจยังไง ตั้งใจจะบวชหรือเปล่าเนี่ย หรือตั้งใจจะบวช จงตั้งใจ ถึงพระพุทธเจ้า ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ที่พึ่งที่ระลึก ตั้งใจจริงๆ มีแต่ความดื่มด่ำชุ่มฉ่ำจิต สบายมาก

ตกลงวันนี้นิทานเรื่องนี้ หยุดเพราะว่าบวชแน่ะ พระยสะขอบวชเลยไม่กลับไปบ้าน พอเห็นความสงบแล้วปะเนี่ย ก็ขอบวชเลยพระยสะ พระยสกุลบุตร ไม่กลับบ้าน ขอบวชที่นี่ พระพุทธเจ้าก็ไม่ขัดข้องน่ะ

 

เอหิภิกขุ

 

ถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก กำจัดภัยได้จริง ถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ไม่ต้องไปว่าคำบวชยากลำบากเลย

f52.psd

ตั้งใจ ถึงพระพุทธ ถึงพระธรรม ถึงพระสงฆ์ ใจนิ่ง ใจนิ่งแล้วก็จะเห็น ถ้าเราตา ถ้าทำใจนิ่งได้จะเห็นเทวดานะ เห็นเทวดามาในที่นี่นะ เทวดามาชุมนุม มาเข้าสันนิบาตแห่งนี้ได้ เห็นเทวดามา ถ้าเห็นเทวดามา เราจะปลื้มขนาดไหน ปลื้มใจจนตัวลอย ลอยขึ้นจากพื้นนู้นละ ความปลื้มใจ ความดีใจ มันร่างกายเรามันหนัก นั่งอยู่ก็หนัก นอนอยู่ก็หนัก ทำการทำงานอยู่ก็หนักไปอีก เรื่องการเรื่องงาน เออ เพราะฉะนั้น เราตั้งศูนย์ขึ้นมา ก็ให้มันได้รับผล ตั้งศูนย์นั่งสมาธิภาวนา เอ้า ตั้งใจภาวนาให้ใจเป็นหนึ่ง ไม่มีสอง มีเราคนเดียว เกิดมาก็เกิดมาคนเดียว เวลาตายก็ไม่ได้ตายพร้อมกันน่ะ ตายคนละที อ้า ตายเหมือนกัน ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังมีหมู่มีพวกล้อมหน้า ล้อมหลังอยู่ อบอุ่นกับหมู่ แท้ที่จริงร่างกายเรามันตายอยู่ทุกวันน่ะ ตายอยู่ทุกวันนอนหลับไปแล้วก็เหมือนดังคนตายแล้ว มีความสุขไปพักหนึ่ง เวลานอนหลับไปแล้วมีความสุขมาก ตื่นขึ้นมาก็สว่างๆ สว่างโล่งอกโล่งใจสบาย ไม่มีเรื่องขัดข้องหมองใจแต่อย่างใด ไม่มีการทะเลาะวิวาทกันมาตั้งแต่นานๆ เพิ่นให้อภัยแล้ว เพราะใจสงบแล้วก็ให้อภัยได้แล้ว ให้อภัยแก่เพื่อนคนนั้นคนนี้ นึกเคยทะเลาะกัน เออ เคยต่อว่า ด่ากัน ประจานกัน อันนี้เราได้รับความสบายแล้วให้อโหสิ อโหสิกรรม

 

สัพเพ สัตตา อะเวรา ฯ

อัพ๎ยาปัชฌา ฯ อะนีฆา ฯ

สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

 

ให้อภัยแล้ว ไม่มีเวรๆ ไม่เป็นศัตรูกับใครๆ ในโลก สบาย เจ้าของที่ก็ได้บุญมหาศาล เพิ่นนั่งภาวนาได้หมดทุกคนได้กำลังใจหมดทุกคนเลย ขอยกอำนาจบุญกุศลที่เรานั่งสมาธิที่นี่ สงบ ยกให้เจ้าภาพ จงอนุโมทนาเอาเถอะ จงอนุโมทนาเอา เหมือนตนทำเอง เราเรียกว่าหาบุญ วิธีทำอย่างงี้เรียกว่าหาบุญ เรียกหมู่ เรียกพวก เรียกพวกพี่ เรียกน้อง คนผู้รู้จักคุ้นเคยกันดี เชิญมาๆ เชิญมานั่งสมาธิภาวนาทำพิธี ก็พระคุณเจ้าก็ได้เจริญพุทธมนต์ไปแล้ว ได้ทำพิธีถูกต้อง ตามหลักคำสั่งคำสอนแล้ว เราก็จะได้ตัวเบาหวิว เฮอะ อย่าเพิ่งเหาะนะ ตัวเบาหวิว อย่าเพิ่งเหาะนะ โอ้ มันจะลงใส่ นั่น โอ้ มันเบาปานนี้ไปก็ได้ ไปทั้งเป็น อ้า บางคนมันเกิดวิปลาสขึ้น ว่าตัวมันเบาขนาดนี้มันเหาะได้ว้า ลองดู โอ้ย โดดจากนี้ไป มันก็ปังลงใส่กระดานล่ะ เออ นึกว่าขึ้นไปแล้ว มันบ่หนีจากความดึงดูดของโลก โลกนี้มีความดึงดูดสูงมาก แผ่นดินเนี่ยๆ ทั้งหลายทั้งปวงจะเป็นธาตุอะไร ธาตุเหล็ก ธาตุไม้ ธาตุอะไรก็ดี มีความดึงดูดมากที่สุด เออ ตัวของเราเองมีความดึงดูดมากอยู่ อย่าไปหลงตามอารมณ์ที่ว่ามันเบา อยากจะเหาะลองดู โดดไปมันก็อันตรายสิ แข้งขาหักไปล่ะ อ้า อันนี้ มันมีแอคซิเด็น(accident อุบัติเหตุ เรื่องไม่คาดคิด)ขึ้นมา

ร่างกายของเรามันหนักอยู่แล้ว ตั้งแต่เราเกิดมามันหนักกี่ครั้งแล้ว เกิดขาชา เกิดเหน็บชา ขาจัง(ขาชา) หัวเข่าติด เนี่ย มันติดอยู่แล้วๆ แล้วเกิดสำคัญมั่นหมายว่าตัวเองจะเหาะได้ ดังที่คิด ก็อยากจะไปลองดู อย่าไปลองๆ ให้มันเบาไปเอง เหมือนหลวงปู่เสาร์(หลวงปู่เสาร์ กันตสีโล) เพิ่นเข้าสมาธิ เนี่ยร่างกายเพิ่นมัน เบาขึ้นๆๆ หัวมันไปชนกับไพ(ถัก)หญ้า ไพ(ถัก)หญ้า ศาลามุงหญ้า ที่มุงหญ้า เอ้ มันมาถึงนี่บ่ เพิ่นก็เลยเอาดอกไม้ธูปเทียนที่มีเลยถือไป มันมาจริงๆ เหรอ คราวนี้ก็ไปอีกปะเนี่ย ไปอีก ตั้งใจไว้ ไม่ต้องถอนสมาธิ เพราะมันถึงหัวแล้ว ตั้งใจไว้ ตั้งสติไว้ เอาธูปกับเทียนเนี่ยเสียบ เสียบที่หญ้าเนี่ย เสียบตรงนี้แหละ ค่อยลงมาเองๆๆ พอก้นถึงพื้น ถึงพื้น ถึงที่นั่งเนี่ย จึงค่อยออกมาแน่ะ ออกเวลานั้น จึงแหงนหน้าไปดู เราเหาะไป ไปนั่นๆๆๆ มันไปอย่างงี้แหละมันๆ เนี่ย ใครเห็นปะเนี่ย อืม เหน็บเพาะเยาะ อยู่พู้น(โน้น)แน่ะ ดอกไม้อย่างเนี่ย กับเทียน เหน็บเพาะเยาะ อยู่ก้านหญ้าน่ะ สอดแล่นไว้ ลงมาแล้วจึงมองเห็น โอ้ มันไปจริงๆ เว้ยน่ะ มันมีอิทธิฤทธิ์อภินิหาร มันเป็นไปได้

ถ้าร่างกายมันเบา อุปทานขันธ์ไม่มี มันเบาจริงๆ มันก็ไปจ้อยล่ะ พ้นไปเลยน่ะ แอ้ เพิ่นเหาะได้ ผู้เพิ่นทำให้ความดึงดูดของโลกไม่มี โลกอันนี้เป็นเครื่องดึงดูด โลกใบนี้ แผ่นดินก็ดี ภูเขาก็ดี ต้นไม้ก็ดี ศาลงศาลาเหล่านี้เครื่องดึงดูด เราพลาดลงไปนี้ ก็ตกลงพู้น(โน้น)แหละ เออ เพราะฉะนั้น มันดึงดูดกันอยู่ อย่าเพิ่งไปสำคัญมั่นหมาย ว่าเราเหาะได้ อย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปคิดอย่างนั้น มันก็อันตราย ไอ้ที่เขาโดดไปนั่น มันดูดแน่ะ พื้นเนี่ยดูดเรา หรือแผ่นๆ ดินจะดูดเราอีก ลงไป ปัง ลงไปเอวหัก ขาหักซะแล้ว เพราะฉะนั้น อย่าไปเชื่อมันเด้อ อ้า

แล้วอ่ะนี้ ขอโมทนาสาธุการด้วย ที่มีจิตใจเลื่อมใส ศรัทธาในการปฏิบัติธรรม เพียงแต่ได้ยินข่าวว่าเชิญชวนทุกท่าน ทุกคน มาปฏิบัติธรรมกันที่ศูนย์แห่งนี้ มาปฏิบัติธรรม ไม่ได้ปฏิบัติอย่างอื่นหรอก ขัด มาขัดเกลา ขัดเกลาจิตใจ ขัดเกลากิเลส ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉา ริษยา พยาบาท มันมีอยู่ในตัวทุกคนแหละ แต่ว่ามีมากมีน้อยกว่ากัน เออ ใครเคยทะเลาะกันไหม ใครเคยทะเลาะกันนานแล้ว มันแสดงออกมาแล้ว อ่ะ บัดนี้อย่าไปเชื่อมัน อย่าไปเชื่อความปรุงแต่งเหล่านั้นเลย มันจะเบาเองมันหรอกๆ มันหนักอยู่แล้วร่างกาย เวลาเรานั่งรถ นั่งเรือ รถไฟได้สบาย เวลานั่งบนเครื่องบินผ่านไปนี้บ้างที ผ่านไปทางนี้ก็มี โอ้ยนั่น บ้านเมืองไหนเมืองไหนมันผ่านไปนี่แหละ นั่นแน่ะมีเครื่องทุ่นแรง พยุงตัว ทำให้ตัวเบาขึ้นไปนั้น เครื่องบินนี่ได้ ไป เวลาถึงสนามแล้วก็ ลดเพดานๆ ครึดครัดๆๆ จะลดเพดานแล้ว เออ ไฟ ไฟก็ติดขึ้นน่ะว่า ไฟในเครื่องบิน มันดึงดูดแล้ว สนามดึงดูดแล้ว ลง อ่ะ จะเอาลงขนาดไหน มันลงแรง เอาลงพอดีๆ เขาก็ค่อย ผ่อนลงๆๆ พอลงมาถึงพื้นแล้วนี่ ดับเครื่องได้เลย ผ่อนเครื่องอย่างสุดแรงเลย ดับช้าไปเลย ไปหยุดเอาโน่น สเต...(station สถานี) สถานีไปอยู่ ไปหยุดเอาสถานีนู้นล่ะ หยุดได้แล้ว แน่ะ เครื่องเหล่านั้น

f57.psd

ถ้าติดเครื่องยนต์ขึ้นแล้ว โลกดึงดูดไม่อยู่ ติดเครื่องขึ้นแล้ว มันก็ขึ้นไปเลย ไปเลยนู้น ปะทะ แรงปะทะของลม วิ่งแรงเข้า เร็วเข้าๆๆ พอลมมาปะทะปีกมัน ปะทะปีกมันก็บินขึ้นได้เลย เออ แรงของลมมันปะทะปีกเครื่องบิน ก็ทำให้ลอยตัวขึ้นไปได้ เออ อย่างสบาย อันนี้สังเกตดู หลักสูตรเขาเป็นอย่างงั้น ต้องฝึกหัดกันมา เอ้าติดๆ เครื่องซะก่อน ติดเครื่องแล้วก็ออกช้าๆ ซะก่อน ออกช้าๆ ไป พอวิ่งเข้า แรงขึ้นๆ ความปะทะของปีกเครื่องบิน

f73.psd

ความดึงดูดของพัดลม มันดูดเข้ามาข้างหลัง เจิด(ร่อน)ขึ้นไปเลยปะเนี่ย เจิด (ร่อน)ขึ้น เข้าจริงๆ เจิด(ร่อน)เข้าไป เออ นั่น ความดึงดูดของโลกมีจริงๆ ถ้าให้มันอยู่เฉยๆ มันก็ไม่ขึ้น ถ้าให้มันมีเครื่องส่งปะทะมันก็วิ่งไปได้ ขึ้นไปได้ วิ่งไปได้ ต้องการสูงต้องการต่ำ ก็เอาอยู่ที่เครื่องอะไรวัดเอา เออ สูงเกินไปก็ไปๆ ปะทะลมบน เออ

 

ไม้สูงกว่าแม่ มันมักจะแพ้ลมบน

คนสูงกว่าคน มันก็มักจะหักซะกลางคัน

เฮอะๆ เพราะฉะนั้น เราอย่าสูงเกินกัน พอดี พอดีนั่นแหละ ถ้าสูงเกินไปแล้วเขาหมั่นไส้

f65.psd

เออ หมั่นไส้แล้ว ก็เอาไปทดสอบสิปะเนี่ย ค้อนตีหัวมึงเป็นยังไง มันดีไหม แหม มันเป็นอย่างงั้นล่ะ ร่างกายของเรา ทุกคนนี่มีเนี่ยร่างกายกันหมด มีกระดูก มีเส้น มีเอ็น มีน้ำหนักของตัวเอง ดูดใส่พื้นเนี่ยก็นั่งติดอยู่นี้ ไม่ไปไหน เออ เวลาไปกับเครื่องยนต์กลไกส่งออกไป พัดลมก็ปั่นดึงดูดไปเรื่อย มันก็วิ่งแจ้น วิ่งแจ้นปะทะกับลมอากาศเข้า เอาให้ดันเครื่องไปยัง ดันเครื่องบินได้ เออ มีๆ เครื่องส่งมัน มันเฉยๆ มันก็ไปเลย ขึ้นไปเลย เข้าเมฆไปเลย เออ ไม่ใช่อื่นไกลหรอก เมฆๆ เมฆหรืออากาศทั้งหลาย ปะทะเข้ากับพัดลมเข้า มันดึงดูดไปเอง นั่น เนี่ยพวกเรายังไม่มีฌานแก่กล้า อย่าไปประมาทลองบินดูนะ ไม่เอา เออ ทุกวันนี้เขามีทุกอย่าง เครื่องลอยอากาศ เขาเอาลมเข้าไปในโคมพองลมใหญ่ๆ เอาลมปล่อยเข้าไปๆๆ จนเต็มแล้ว เต็มแล้วปล่อยปละเนี่ย ปล่อยแล้วก็ไปเลย มีเครื่องปั่นอยู่ข้างหลังนี่ ปั่นลมเข้าไปเรื่อย มันขึ้นสูงไปๆ ต้องการลดความสูงให้มันต่ำลงมา ไม่เป็นอันตราย มันก็ค่อยๆ ลดลง ผ่อนลงๆ จนถึง มิดจั๊ด(เสียงเงียบหาย)แล้ว จึงค่อยดับเครื่องได้ เออ อันนี้มันเป็นไปได้ อ้า

พระเจ้าพระสงฆ์ผู้เบาด้วยกิเลส ความโลภไม่มี ความโกรธไม่มี ความหลงไม่มี ความรักไม่มี ความชังไม่มี ยินร้ายไม่มี ดีใจไม่มี เสียใจไม่มี ย้อนความดึงดูดของโลก มันเบาแล้ว มันน้อยแล้ว น้อยแล้วร่างกายเราเบา เบาจากความดึงดูดของโลก อ้า เดี๋ยวนี้ความดึงดูดของโลกมันยังมากอยู่ ลงบันไดนี่ก็ระมัดระวังเอา ถ้าอย่างงั้นมันจะลงไปโน้น อ้า เป็นอย่างงี้ ร่างกายของเราทุกคนเหาะได้ทุกคนล่ะ ถ้าทำความเบาของร่างกาย ให้เป็นนุ่นไปเลย เบา ร่างกายเป็นนุ่นไปเลย ปลิวไปเหมือนนุ่นนี่แหล่ะ ถ้ามันมีนุ่น มีเมล็ดติดไปมันก็ อ้อนต้อนๆ พาเอา พาเม็ดนุ่นน่ะ เม็ดงิ้ว(นุ่น)น่ะ ลอยไปอ้อนต้อนๆ ไปตกใส่ปุ๊บ อ้า บางทีหมด หมดแรงเวลาไหนมันก็ลงใส่ดิน แล้วก็ตกลงดินแล้วก็แตกหน่อขึ้นมาเป็นต้นนุ่น ต้นงิ้วขึ้นมาได้ เออ หึหึ เออ แน่ะ คนเราก็เหมือนกันล่ะ ทำตัวให้เบาซะก่อน เบาจากราคะ โทสะ โมหะ ไม่มีความโลภ ไม่มีความโกรธ ไม่มีความหลง ไม่มีความรัก ไม่มีความชัง ไม่มีความอิจฉา ริษยา พยาบาท ตัวของเราก็จะเบากว่าเดิมขึ้น เออ อาจจะเหาะไปได้ เฮอะ อย่าไปทดลองน่ะ เอาะเยาะ(กอง)น่ะ ลงไปก็เอาะเยาะ(กอง)น่ะ มันกระแทกพื้น ก็เอาะเยาะ(กอง) ขาหัก แขนหักไป เออ

มีพระบางองค์มีความปิติสูง สมัย สมัยครั้งพุทธกาลพู้น(โน้น)เนาะ(นะ) มีความปิติสูง หาว่าตัวเองเบา แล้วก็ขึ้นไปหลังคา แล้วกระโดดปะเนี่ย โดดมันก็ดึงแล้ว โลกก็ดูดลงใส่แผ่นดินนู้นแหละ ปังลงในดิน ขาหัก แขนหัก เอวหักไปซะแล้ว เป็นอย่างงั้น เพราะฉะนั้น ตัวของเราเป็นผู้มีกิเลสหนา ปัญญาหยาบ อย่าไปแสดงแสดงฤทธิ์ ว่าตัวเองเนี่ยเหาะเหินเดินฟ้าได้ ไม่ใช่อย่างงั้นหรอก อันนี้มันมีเรื่องช่วยเหลือกันอยู่หลายอย่าง เครื่องบินมันบินไปบินมาอย่างนี้ มัน ความดึงดูดเบาไปแล้ว ให้ไปที่เครื่อง ไปที่เครื่องพาไป เวลาจะลงสนามจึงลดสปีด (speed ความเร็ว)มันบ่เนี่ย ไปลดสปีด(speed ความเร็ว)มันมันลงก็ค่อย ผ่อนลงๆๆๆ ได้ที่แล้วๆ เข้าสนามได้แล้ว เข้าสนามแกรก จากนั้นก็เกาะข้างหลังไว้มา ไม่เป็นอันตราย ถ้าเครื่องมันดับ มันจะเป็นอันตราย มันยังไม่ถึง ถึงที่ลง ไปลงซะก่อน อันนี้ก็ เป็นอันตราย อย่าเพิ่งไปลง ต้องมีเครื่องถ่วงซะก่อน ถ่วง ความเบาของร่างกายซะก่อนให้มันพอดีๆ จึงเข้า นั่น เออ ก็เบาไปเรื่อยๆ หรอก ถ้าเรานั่ง นั่งภาวนาทำสมาธิ เบาไปเรื่อยๆ ร่างกายเบา ใจเบา ร่างกายไม่มีน้ำหนัก มันเบาไปแล้ว มันไปกำหนดไหนก็ไป เออ

เอาล่ะบรรยายเท่านี้ บรรยายลำบากเหลือเกิน วันนี้นั่งฟังเทศน์ มาในรถยนต์ ฟังเทศน์ของครูบาอาจารย์ เพิ่นอัดใส่เครื่อง เออ เครื่องอะไรต่ออะไร นี่อัดใส่นี่ไว้ เสียบปลั๊กเข้าแล้วก็เปิด เพิ่นก็พูดมาตั้งแต่พู้น(โน้น)แหละ จังหวัดขอนแก่นจนถึงเมืองอันนี้ล่ะ เทศน์อยู่อย่างงั้น จนมันถ่านมันอ่อนหมด ชาร์จ(charge ประจุ)แบตใหม่ ชาร์จ(charge ประจุ)แบตใหม่ก็ดังขึ้นมาอีกอยู่อย่างงั้นแหละ เทศน์แบบนี้มันต้องเอาแรงมาก เสียบปลั๊กเข้าไป มันมีไฟหรอกในตัว อืม ดังออกมาเป็นเสียงเทศน์ เป็นเสียงเพลง เสียงอะไรต่างๆ อ้า มันอยู่ใน เครื่องมันแหละ มันอยู่ในเครื่องมันแหละ เพราะฉะนั้น เรื่องของโลก เอามาพูดประสานงานกันกับเรื่องธรรม ทำให้ตัวเบา ทำให้กิเลสเบาบาง ความโลภก็เบาแล้วไม่มี ความโกรธก็เบาแล้วไม่มี ความหลงก็เบาแล้วไม่มี ความรัก ความชัง ความยินร้าย ยินดี ดีใจ เสียใจร้องไห้ หัวเราะ เหล่านี้ เราภาวนาไปเรื่อยๆ มันจะเบา ของเหล่านี้ มันตัวเองจะเบาเป็นปกติ เปลี่ยนสีได้เลย สีหน้า สีตา แต่ก่อน ดำ คร่ำเครียด พอใจสงบลงไป นิ่งได้แล้ว อยู่ได้ตั้งนานหลายวัน ปะนี่สีหน้าผ่องใสแล้ว ผ่องใสเหมือนดังไอ้ ใส่ลิปสติก(lipstick เครื่องสำอางทาริมฝีปาก)สเตกนั่นล่ะ อ่ะน่ะ เออเฮอะ เออ สีหน้าผ่องใส มันบ่งบอกไปถึงสีหน้านั่น ถ้าเรา เราภาวนาเป็น ภาวนาใจเบา ทุกครั้งๆ สีหน้าก็เปลี่ยนแปลงไป ไม่ต้องเปลืองลิปสติก(lipstick เครื่องสำอางทาริมฝีปาก) ไม่ต้องเปลืองเครื่องย้อมอะไรทั้งนั้นแหละ มันมีสีของมันเองโดยอัตโนมัติ เออ

สี ครั้งพุทธกาลโน่น เพิ่นบอกกันว่า ทำไมสีหน้าถึงผ่องใสเหลือเกิน พระพุทธเจ้าเพิ่นทำยังไง ใจท่านสงบ เวลานั้นใจท่านสงบ คนเห็นก็แปลก เอ้ แต่ก่อนไม่หน้าตาอย่างงี้ แต่บัดนี้หน้าตาของท่านทำไมเป็นอย่างงี้ อ้า พระสารีบุตร พระโมคคัลลา สารีบุตร เออ เพิ่นไปฟังพระอัสสชิอธิบายให้ฟัง แล้วก็จิตใจเพิ่นเปลี่ยนไป มีความปลื้มปิติมาก ขนพองสยองเกล้า เอ้ สังเกตเพื่อน คนนี้ทำไมสีหน้าไม่เหมือนเดิม แต่ก่อนพระสารีบุตร เพิ่นก็ไม่มีสีหน้าอย่างงี้หรอก สีหน้าของท่านทำไมเปลี่ยนไปอย่างงี้ คงจะได้ความสุข เออ เดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง ได้ความสุขเกิดปิติ เกิดขนพองสยองเกล้า เบาไปหมดร่างกาย เนี่ย ไปฟังธรรมะจากพระอัสสชิว่ามา ฟังธรรมะอัสสชิ ท่านเป็นลูกศิษย์ของใคร ทำไมสีหน้าของท่านจึงผ่องใสเหลือเกิน เออ เรียกว่ามันเกิดปิติ เกิดสุขจากภาวนานี่แหละ ทำให้เปลี่ยนสีไปได้ เออ แน่ะ แกไปเชื่อตามสิ พระโมคคัลลา พระสารีบุตร เออ เพิ่นเปลี่ยนไป ใจมันปิติปราโมทย์ ดีอกดีใจ สีสันวรรณะก็เปลี่ยนไป พระอรหันต์ทั้งหลาย ก็เหมือนกัน เออ ท่านเปลี่ยนสีได้นะ พระอรหันต์ทั้งหลายท่านเปลี่ยนสี เพราะท่านมีความสุขทางใจ

ปิติ สุข เอกัคคะตา

 

มีจิตเป็นหนึ่ง ท่านก็เปลี่ยนสีไปได้ ไม่ต้องเปลืองเครื่องสำอางใดๆ เลย เปลี่ยนสีไปเลยถ้าภาวนา อ้า อารมณ์เป็นอันหนึ่งอันเดียวแล้ว

 

เอกัคคะตาจิต เอกัคคะตารมณ์

 

ได้อย่างนี้เสมอๆ ไม่ต้องเปลืองเครื่องสำอางใดๆ เลย เปลี่ยนไปเองมัน เออ สีดีๆ ผุดผ่องเป็นยองใย ทำให้อย่างหน้าตาผ่องใสดีๆ ทำใจให้เบา ทำให้ยิ้มแย้มแจ่มใส แล้วเปลี่ยนสีไป เปลี่ยนสีไม่ต้องเอาเครื่องสำอางมาช่วยอะไรหรอก อืม อันนี้ที่พูดให้ฟัง เพราะว่าเรื่องจริง เรื่องมันมีจริงๆ ครูบาอาจารย์ได้รับ

 

ปิติ สุข เอกัคคะตาจิต

 

ท่านก็เปลี่ยนสีไป สีไม่อยู่อย่างเดิม ตระกูลเดิมเป็น เป็นคนดำ เป็นคนดำไม่ผ่อง ไม่ใส แต่ท่านมาภาวนา เร่งภาวนาเข้า ทำให้ใจเป็นหนึ่ง เกิดผ่อง เกิดใสขึ้นมา มีความอิ่มอกอิ่มใจ เรียกว่า ปิติปราโมทย์ อยู่ในใจ อิ่มอกอิ่มใจยังงั้น ก็เปลี่ยนสีทันใด เพื่อนกันมาเห็น เอ้ แกทำไม แต่ก่อนแกหน้าตาแกไม่ได้เป็นอย่างงี้ แกหน้าตาเปลี่ยนไปยังไงอย่างงี้ โอ้ย เพื่อนเอยเราไปฟังเทศน์ พระเถระท่านเทศน์ให้ฟังหน่อยๆ เกิดความอิ่มอกอิ่มใจ อ้า อิ่มเท่าทุกวันนี้ อิ่มอยู่ทุกวันนี่แหละ เอาอารมณ์นั้น มายังอิ่มอกอิ่มใจ เนี่ยเปลี่ยนสีได้เหรอ

พระสารีบุตร พระโมคคัลลาเป็นเพื่อนกัน ไปด้วยกัน เที่ยวด้วยกัน ไปแสวงหาครูบาอาจารย์ด้วยกัน แล้วคนหนึ่งไปได้ ปิติ สุข พิเศษซะก่อน เพราะฉะนั้น จึงเข้าย้อมจิต ย้อมใจ ย้อมร่าง ย้อมกาย เปลี่ยนสีไปเลย เออ

ดังที่แสดงมาเป็น ปกิณณกนัย เพื่อต้องการให้ญาติโยมอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย นำไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญาอันชาญฉลาดของตนๆ เองเถิด อัปปมาทธรรม ไม่มีความประมาท จะเกิดความปิติปราโมทย์ อิ่มอกอิ่มใจ ที่เหมือนพระคุณเจ้าเหล่านั้น ตัวเองก็จะเปลี่ยนสีไปเองล่ะ ไม่ต้องเปลืองเครื่องสำอางใดๆ น่ะเนี่ยนะ เปลี่ยนสีให้งามเลยนะ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

 

(สาธุ)

 

 

 

คำกล่าวบูชาไตรสรณคมน์

(บทคัดบางส่วน)

 

พุทธะบูชา มหาเตชะวันโต

ข้าพเจ้าขอบูชาพระพุทธ ขอให้ข้าพเจ้ามีเดชเดชะ

 

ธัมมะบูชา มหาปัญโญ

ข้าพเจ้าขอบูชาพระธรรม ขอให้ข้าพเจ้ามีปัญญาอันยิ่งใหญ่

 

สังฆะบูชา มหาโภคะวะโห

ข้าพเจ้าขอบูชาพระสงฆ์ ขอให้ข้าพเจ้าอุดมด้วยอริยสมบัติ

 

ติโลกะนาถัง อภิปูชะยามิ

ข้าพเจ้าขอบูชาพระรัตนตรัย ซึ่งเป็นที่พึ่งของโลกทั้ง ๓

 

 

กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง

กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม

 

สัพพะปาปัง วินัสสันตุ อะเสสะโต

บาปทั้งปวง จงวินาศสิ้นไป โดยไม่เหลือ

 

ทานัง เทติ

การให้ทาน

 

สีลัง รักขะติ

การรักษาศีล

 

ภาวะนานัง ภาเวตตะวา

การเจริญภาวนา

 

เอกัจโจ สัคคัง คัจฉะติ

บางพวกย่อมไปสวรรค์

 

เอกัจโจ โมกขัง คัจฉะติ

บางพวกย่อมหลุดพ้น

 

นิสสังสะยัง

อย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

สุโข วิเวโก

วิเวกเป็นสุข

 

นัตถิ สันติปะรัง สุขัง

สุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี

 

ธรรมมีอุปการะมาก ๒

 

๑. สติ ความระลึกได้

๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว

 

 

เอกัคคะตาจิต เอกัคคะตารมณ์

เอกัคคตา คือ ความมีอารมณ์เป็นอันเดียว

คือ ความมีจิตแน่วแน่อยู่ในอารมณ์อันเดียว ได้แก่สมาธิ

 

 

รูปฌาน ๔

 

๑. ปฐมฌาน

มีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

 

๒. ทุติยฌาน

มีองค์ ๓ คือ ปีติ สุข เอกัคคตา

 

๓. ตติยฌาน

มีองค์ ๒ คือ สุข เอกัคคตา

 

๔. จตุตถฌาน

มีองค์ ๒ คือ อุเบกขา เอกัคคตา

 

พ๎รัห๎มวิหารผรณา

บทแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์

 

สัพเพ สัตตา สุขิตา โหนตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ถึงความสุข

 

สัพเพ สัตตา อะเวรา โหนตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีเวร

 

สัพเพ สัตตา อัพ๎ยาปัชฌา โหนตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่เบียดเบียนกัน

 

สัพเพ สัตตา อะนีฆา โหนตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงเป็นผู้ไม่มีทุกข์กายทุกข์ใจ

 

สัพเพ สัตตา สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

สัตว์ทั้งหลายทั้งปวงจงรักษาตนให้อยู่เป็นสุขเถิด

 

 

อาสวะ คือ กิเลส ๑๐

 

๑. ทิฏฐิกิเลส

ความเห็นผิด ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๒. วิจิกิจฉากิเลส

ความสงสัย ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๓. โทสะกิเลส

ความโกรธความขุ่นมัวใจ ที่เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๔. โลภะกิเลส

ความติดข้อง ต้องการ ที่ทำให้ใจเศร้าหมอง

๕. โมหะกิเลส

ความหลงลืมไม่รู้ความจริง เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๖. ถีนะกิเลส

ความหดหู่ ท้อถอย ซึมเซา เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๗. อุทธัจจะกิเลส

ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๘. อหิริกะกิเลส

ความไม่ละอายต่อบาป เป็นเครื่องเศร้าหมองจิต

๙. มานะกิเลส

ความสำคัญตน การเปรียบเทียบ ทำให้ใจเศร้าหมอง

๑๐. อโนตตัปปะกิเลส

ความไม่เกรงกลัวต่อบาป ทำให้ใจเศร้าหมอง

 

 

เอหิภิกขุอุปสัมปทา

 

วิธีอุปสมบทที่พระพุทธเจ้าประทานด้วยพระองค์เอง

ด้วยการเปล่งพระวาจาว่า

“ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเราดีแล้ว

ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์”

ในกรณีที่ผู้ขอบวชถึงที่สุดทุกข์แล้ว หรือ

 

“ท่านจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเราดีแล้ว

ท่านจงประพฤติพรหมจรรย์

เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”

ในกรณีที่ผู้ขอบวชยังไม่ถึงที่สุดทุกข์ เช่น

พระยสะ (พระอสีติมหาสาวก เอหิภิกขุองค์ที่ ๖)

 

 

งานศพตามประเพณีลาวในอีสาน

มี “มโหสบคบงัน” ๗ วัน ๗ คืน

(มโหสบ กลายจาก มหรสพ)

(คบงัน แปลว่า ฉลอง สมโภช รื่นเริง)

 

ภาษิตโบราณ

ไม้สูงกว่าแม่ มักจะแพ้ลมบน

คนสูงกว่าคน มักจะหักกลางคัน

(คนที่อวดเก่งเกินกว่าคนอื่น ก็ต้องล้มลงจนได้)

๔๑